[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

''พ.ร.บ.ครู'' ฤาจะอยู่กับที่?


โดย สุขุม เฉลยทรัพย์ อธิการบดีสถาบันราชภัฏสวนดุสิต

อาการ ''เต้น'' กันไปทั้งรัฐบาล เพิ่งมีให้เห็นกันชัดๆ ก็ในครั้งนี้เอง! 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัย ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยส่งคืนไปยังรัฐสภา ร้อนถึงท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาล ต้องออกมาทำการชี้แจงต่อประชาชนถึงกรณีที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

โดยกล่าวว่า ความผิดพลาด บกพร่อง ของร่าง พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นเพียงความผิดพลาดทางด้านเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด 

และยังอ้างความรับผิดชอบร่วมกันของ ''ทุกฝ่าย'' ด้วยเหตุผลที่ว่า กฎหมายที่ผ่านการเห็นชอบจากสภา ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงพิจารณาลงพระปรมาภิไธย ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ จะต้องผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกคน ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ร่วมตรวจสอบและกลั่นกรองกฎหมายทุกฉบับ ก่อนการบัญญัติและนำมาบังคับใช้ ฉะนั้นทั้งสองสภา จึงต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ในความเป็นจริง หลายฝ่ายกลับมองว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ เป็นความผิดพลาด อันสมควร ''โทษ'' รัฐบาลเพียง ''ฝ่ายเดียว'' เพราะหากรัฐบาล ซึ่งมั่นอกมั่นใจในเสียงข้างมาก ไม่ ''ดันทุรัง'' ให้ใช้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่ได้ถูกทัดทานแล้วทั้งจากวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการร่วมฯ โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของฝ่ายใดเลย(ยังไม่รวมเสียงคัดค้านของบรรดาครูอีกจำนวนไม่น้อย) 

หากเพียงได้ฉุกใจคิดสักนิด ร่าง พ.ร.บ.ครูฯฉบับนี้ คงไม่ถูกตีกลับ จนกลายเป็นหัวศร ที่ย้อนมาปักอกรัฐบาลเสียเอง

แม้รัฐบาลจะออกมา ''ชี้แจง'' (แก้ตัว) ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทางรัฐสภาของรัฐบาลเสียงข้างมากอย่าง ''ท่วมท้น'' จนไม่มีใครสามารถ ยับยั้ง ซ้ำยังไม่สดับตรับฟัง ''เหตุผล'' ของเสียง ''ข้างน้อย'' เพราะถือว่าตนมีกำลังเหนือกว่า จนทำให้เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าวขึ้น ถึงกับมีคำเปรียบเปรยว่า ''กิ้งกือตกท่อ'' 

ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล มีลักษณะเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ที่อยากกินขนมข้างทาง ส่วนแม่(ฝ่ายค้าน,ส.ว.) ก็ได้แต่ห้ามปราม เพราะเห็นว่าขนมนั้นไม่สะอาด ไม่อยากให้กิน กลัวลูกจะท้องเสีย ส่วนลูกก็ดันทุรัง อยากจะกิน จึงร้องไห้ อาละวาด ชักดิ้นชักงอ แม่ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องยอมซื้อให้ 

สุดท้าย ลูกกินเข้าไปก็ท้องเสีย อาเจียนออกมา พอพ่อ(ประชาชน) รู้เข้าก็เลยว่าแม่เสียยกใหญ่ ฝ่ายแม่ก็บอกว่าได้ห้ามปรามแล้ว แต่ลูกยังดึงดันจะกินให้ได้ ส่วนลูกก็ไม่ยอมแพ้ ถามกลับว่า แล้วแม่ซื้อให้ทำไม? 

จากเรื่องดังกล่าว ก็เปรียบเหมือนกรณี พ.ร.บ.ครูฯที่ถูกตีกลับ คงยากที่จะตัดสินให้เด็ดขาดว่าใครถูก? ใครผิด? ง่ายที่สุดก็คือ การสรุปว่า ''ผิดทั้งคู่'' จนกลายเป็นเรื่อง นานาจิตตังไป 

เผลอท่า..จะหาคนผิดกันจริงๆ ก็คงต้องโทษไปถึง ''ประชาชน'' ด้วยเลย เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ทำการ ''เลือกตัวแทน'' เข้ามาทำหน้าที่นี้เอง(สมน้ำหน้าประชาชน…อีกแล้ว)

ส่วนจะถือว่ากรณีนี้ เป็น ''เรื่องใหญ่'' หรือไม่นั้น ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง ครั้นจะให้ใคร ''แอ่นอก'' ยอมรับอย่างเต็มอกเต็มใจในเรื่องนี้ ก็คงไม่มี เพราะไม่รู้ว่ารับไปแล้ว จะได้เป็นอัศวินม้าขาว หรือจะกลายเป็นผู้ร้ายปลายแถว กันแน่?

และที่จะลืมเสียมิได้ ก็คือ นับตั้งแต่ พ.ศ.2477 เป็นต้นมา ยังไม่เคยปรากฏ เหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

เพียงแต่เมื่อประมาณปี 2535 ในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วไม่ได้ทรงพระราชทานคืนกลับมาภายใน 90 วัน เพราะเหตุได้มีการยุบสภาเสียก่อน จึงถือเป็นคนละกรณีกัน

ดังนั้น ในกรณีเกิดขึ้นนี้ ใครจะถูก? ใครจะผิด? หรือใครควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่นั้น ก็คงต้องว่ากันไป ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถกเถียงกันให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก หรือเรื่องธรรมดา ก็ไม่สำคัญ เท่ากับความ ''เสียหาย'' ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการที่ร่าง พ.ร.บ.ฯดังกล่าว ต้องทอดระยะเวลาออกไปอีก ก็คือ ''ครู'' และผู้บริหารการศึกษา 175 เขต ที่จะต้องสับสนอลเวงกับการวางโครงสร้างและการจัดอัตรากำลังในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศนั่นเอง

เออหนอ...ไม่รู้ว่า ''ครู'' ทำเวรทำกรรมอะไร? กว่าจะได้มา แต่ละอย่าง แต่ละเรื่อง แสนจะยากเย็น เป็นอันต้องมี ''ปัญหา'' ทุกที!! 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9398 [หน้าที่ 6 ] ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง