[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ทางออกที่ไม่ควรเลือก


โดย วสิษฐ เดชกุญชร

ถึงแม้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่แล้ว สำนักนายกรัฐมนตรีจะได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องวิกฤตการณ์ทางนิติบัญญัติ(ผมเรียกของผมเองอย่างนี้) ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนนั้นไปแล้ว และแม้นายกรัฐมนตรีเองจะได้ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นเชิงตัดบท แต่ผมก็ยังติดใจและยังเป็นห่วงอยู่

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรี นำร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และร่างพระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่แทนที่จะทรงลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ยับยั้งและพระราชทานคืนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไปยังรัฐบาล

ใครๆ ก็คงจะต้องนึกเหมือนผมว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะส่งร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอให้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับน่าจะได้ผ่านการตรวจสอบและกลั่นกรองไปแล้วหลายครั้ง โดยหลายคนและหลายฝ่าย รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นที่เป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนั้นด้วย

ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดคงจำได้ว่า โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูนั้น ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการถึงสามคณะและสามครั้ง คือคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรครั้งหนึ่ง คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาครั้งหนึ่ง แล้วยังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากคณะกรรมาธิการแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการอีก ซึ่งมีหน้าที่ต้องแก้ไขร่างตามที่คณะกรรมาธิการพิจารณา แล้วพิมพ์แจกแล้วแจกอีก เพื่อให้คณะกรรมาธิการตรวจแล้วตรวจอีก จนกว่าจะเป็นที่พอใจ(ว่าไม่มีผิดหรือบกพร่อง) ก่อนที่จะผ่านคณะกรรมาธิการไป

ที่ผมยังติดใจก็เพราะว่า รัฐบาลได้แถลงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรเลือก ซึ่งไม่ใช่ร่างของคณะกรรมาธิการร่วมนั้น ''ยังมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการพิสูจน์อักษร การตรวจสอบถ้อยคำให้สอดคล้องกัน และการอ้างเลขมาตราแม้สภาผู้แทนราษฎรจะทราบในขณะนั้นว่า ร่างฉบับนี้ ยังมีข้อพิจารณา แต่ตามกระบวนการนิติบัญญัติก็ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ครั้นเมื่อส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมา รัฐบาลก็ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปตามนั้นภายใน 20 วัน โดยที่รัฐบาลเองไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน'' 

(แถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ ผมคัดมาจากหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน ปีนี้)

อ่านแถลงการณ์ของรัฐบาลแล้ว แปลความได้ว่า แทนที่จะรับร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการร่วม(ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน) สภาผู้แทนราษฎรกลับใช้ร่างของสภาเอง และทั้งๆ รู้ว่าร่างนั้นมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์ สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ ต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรี ส่วนนายกรัฐมนตรีนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าร่างพระราชบัญญัติมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้เหมือนกัน ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

จำเลยในกรณีนี้คือ ''กระบวนการนิติบัญญัติ''

ถ้าหากเหตุผลเป็นเช่นนั้นจริง วิกฤตการณ์อย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีก เพราะในอนาคตยังอาจจะมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการพิสูจน์อักษร การตรวจสอบถ้อยคำให้สอดคล้องกัน และการอ้างเลขมาตราที่ผิดได้อีก และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์ไปให้นายกรัฐมนตรีอีก นายกรัฐมนตรีก็คงจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีก ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่สมบูรณ์ และก็คงต้องทรงยับยั้งอีก

ผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์จะนึกว่าอย่างไรไม่ทราบ แต่ผมเห็นว่า การทำอย่างนี้เป็นการผลักภาระในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางนิติศาสตร์ไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะโดยเจตนาหรือโดย ''กระบวนการนิติศาสตร์'' บังคับก็ตาม

ผมเห็นว่าทั้งรัฐบาลและรัฐสภา(โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร) จะต้องร่วมกันดำเนินการโดยด่วนที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤตการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก แม้จะต้องทำด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ตาม มิฉะนั้นอุปสรรคอันเกิดแต่รัฐธรรมนูญ(constitutional stumbling-block) อันนี้ก็จะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางนิติบัญญัติ(legislative crisis) แบบเดียวกันอีก

อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้ทางรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี จึงไม่ควรผลักภาระในการใช้อำนาจนั้นไปถวาย ให้ต้องเสด็จ ฯลงมาเยียวยาให้ 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9398 [หน้าที่ 6 ] ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง