[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ กับบทบาทการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น


มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ระบุไว้ชัดเจนว่า ''ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู'' 



แต่จากที่ผ่านมา สังคมไทยยังเห็นทิศทางในการดำเนินงานของสถาบันราชภัฏเพื่อนำไปสู่จุดหมายดังกล่าวไม่ชัดนัก แม้ว่าสถาบันราชภัฏหลายแห่งจะพยายามผลักดันให้มีโครงการต่าง ๆ เพื่อท้องถิ่นอยู่มากมายก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น ปัจจุบันมีสถาบันราชภัฏเพียงไม่กี่แห่งจากจำนวน 36 แห่ง ที่ได้รับการยอมรับว่า ทุ่มเททรัพยากรให้กับการพัฒนาท้องถิ่นและบุคลากรในท้องถิ่นอย่างจริงจัง ขณะที่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเรียนการสอนตามความต้องการของตลาดแรงงาน 



นับจากที่ประเทศต้องประสบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการทบทวนการพัฒนาประเทศในระดับพื้นฐาน คือการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สถาบันราชภัฏจึงกลายเป็นความหวังในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเนื่องจากเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีที่ตั้งกระจายอยู่ในภูมิภาคทั่วประเทศ และมีบุตรหลานของคนในท้องถิ่นตนเข้ามาเรียนมากที่สุด



การพัฒนาท้องถิ่นมิได้หมายถึงการทำให้การศึกษาของคนในท้องถิ่นสูงขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว หากจะต้องมีปัจจัยรายละเอียดอื่น ๆ มากกว่านั้น โดยเฉพาะด้านเนื้อหาสาระของสิ่งที่เรียนรู้ ที่จะทำให้ ผู้เรียนรู้จักรากเหง้าและปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในท้องถิ่นของตนเอง จะต้องสร้างความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นโดยท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่น และจะต้องถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างคนให้มีความรู้ ความผูกพันกับท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการวิจัย



หากแต่สถาบันราชภัฏมีผลงานวิจัยค่อนข้างจำกัด หลักสูตรมีความสัมพันธ์กับท้องถิ่นน้อย เพราะขาดองค์ความรู้ ซึ่งการแก้ปัญหาอาจจะต้องแก้นโยบายหรือมีฐานคิดใหม่ ๆ ในการทำงาน เนื่องจากปัจจุบันอาจารย์ของสถาบันราชภัฏมีภาระงานสอนมาก รวมทั้งการที่ต้องรับผิดชอบภาระงานบริหารและงานบริการแทนเจ้าหน้าที่พีซีซึ่งมีอยู่จำกัด 



สาเหตุที่ทำให้สถาบันราชภัฏตอบสนองท้องถิ่นได้น้อย เนื่องจากสถาบันราชภัฏมีปัญหาด้านโครงสร้างบางประการที่เป็นอุปสรรคและปัญหาด้านการจัดการ ซึ่งได้แก่ (1)หลักสูตร สภาพที่เป็นอยู่สถาบันราชภัฏทั้ง 34 แห่ง ใช้หลักสูตรจากส่วนกลางทั้งสิ้นมีวิชาที่เกี่ยวกับท้องถิ่นจำนวนน้อย และไม่เป็นที่สนใจของผู้เรียน (2) ผู้บริหาร ไม่ได้เอาใจใส่เรื่องของท้องถิ่นอย่างจริงจัง (3) อาจารย์ มีภาระงานสอนมากกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่นับภาระงานบริหารและงานบริการ และงานพิเศษในโครงการต่าง ๆ ทำให้ไม่มีเวลาที่จะจัดกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งการวิจัย (4) งานวิจัย งานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นเป็นผลงานที่ถูกสังคมเรียกร้องมากที่สุด ผลงานวิจัยที่มีอยู่ยังคงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และผลกระทบต่อท้องถิ่น เนื่องจากท้องถิ่นมิได้มีส่วนร่วมในการตั้งโจทย์ร่วมศึกษาวิจัย งานวิจัยส่วนหนึ่งเป็นงานเล็กๆเฉพาะกิจ ขาดงานวิจัยและพัฒนาที่เกิดผลในทางปฏิบัติ (5) งบประมาณ สถาบันราชภัฏแต่ละแห่งได้ในงบประมาณจากส่วนกลางเพียงร้อยละ 40-50 ของค่าใช้จ่าย งบประมาณที่เหลือมาจากการหารายได้ของสถาบันราชภัฏเอง ในการเปิดสอนคอร์สพิเศษต่าง ๆ ซึ่งไปเพิ่มภาระงานสอนอาจารย์จนไม่สามารถปฏิบัติภาระกิจอื่น ๆ ที่จำเป็นและเป็นความต้องการของท้องถิ่นได้



ด้วยสภาพปัจจุบันปัญหาและเหตุผลดังกล่าว ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ''การบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น'' ที่คณะผู้วิจัยภายใต้ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นราชภัฏโพธิสัทธา จึงเป็นยุทธศาสตร์และเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาศักยภาพการทำงานเพื่อการปฏิรูปการศึกษาอันจะส่งผลต่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในที่สุด โดยปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นจำเป็นต้องมีการทบทวน มีการตั้งคำถามที่ตรงประเด็น ถูกต้อง และเหมาะสม อันจะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบและทางออกที่เหมาะสม 



เพราะปัญหาเหล่านี้มีความสำคัญต่ออนาคตของชุมชนท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแสวงหาคำตอบโดยคนของท้องถิ่นคือนักศึกษาและประชาชน ด้วยความเชื่อที่ว่าศักยภาพของท้องถิ่นมีความสำคัญ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจ ครอบครัว ศีลธรรม สิ่งแวดล้อมเข้มแข็ง วิสัยทัศน์และบทบาทหน้าที่ของสถาบันราชภัฏอยู่ที่การส่งเสริมศักยภาพของท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็งโดยผ่านทางการศึกษา หลักสูตรต้องมีการปรับและยืดหยุ่น อาจารย์ นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้กับชาวบ้านเรียนรู้เรื่องท้องถิ่นและสัมผัสกับปัญหาจริงในท้องถิ่นจนเกิดองค์ความรู้ท้องถิ่นที่เสริมองค์ความรู้สากล ด้วยการบูรณาการ 3 ภาระงานหลักดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวอาจารย์ นักศึกษา ประชาชน ในการพัฒนาปัญญาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิทยาการ บัณฑิต นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นในที่สุด



จากแนวคิดและสถานการณ์ดังกล่าว คณะอาจารย์ของสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ภายใต้การประสานงานของ ผศ.สมพงษ์ บุญเลิศ ได้ร่วมกันคิดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการที่จะปฏิบัติภารกิจการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยใช้เวลาช่วงพักเที่ยงพบปะหารือ สร้างกระบวนการการเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การฟังจากผู้รู้ การศึกษาเอกสาร การจัดเวทีเสวนาและการลงพื้นที่เพื่อศึกษาประเด็นปัญหา โดยใช้เวลาในการพัฒนาโจทย์และประเด็นวิจัยประมาน 8 เดือน ทั้งนี้การขับเคลื่อนเวทีเรียนรู้ได้รับการสนับสนุนปัจจัยด้านแนวคิดและทุนจากโครงการประสานงานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมซึ่งมีคุณทรงพล เจตนวณิชย์เป็นหัวหน้าโครงการ รวมทั้งผู้รู้จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.ภาค) ที่จัดให้มีเวทีเรียนรู้ จัดเจ้าหน้าที่ ผู้ประสานงานมาร่วมเสวนาในเวทีเรียนรู้เป็นระยะโดยเชื่อมโยงกับ อ.เรณู อรรฐาเมศร นักวิจัยสกว.ที่กำลังดำเนินการวิจัยด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยงร่วมกับ ดร.สมคิด แก้วทิพย์ จากศูนย์ประสานงานวิจัยเชิงบูรณาการมหาวิทยาลัยแม่โจ้ 



สุดท้ายของเวทีเรียนรู้การวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมท้องถิ่น สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ได้รับการพัฒนาโครงการวิจัยจำนวน 9 โครงการรวมกับโครงการศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นราชภัฏโพธิสัทธา 1 โครงการรวมเป็น 10 โครงการ ในขั้นดำเนินการมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. 7 โครงการ ส่วนโครงการที่เหลือ 3 โครงการ นักวิจัยติดภารกิจอื่นมีข้อจำกัดด้านเวลาจึงยังไม่สามารถดำเนินการวิจัยได้ในช่วงเวลาดังกล่าว 



ชุดโครงการวิจัยเรื่อง การบูรณาการการศึกษาเพื่อท้องถิ่นประกอบไปด้วยโครงการวิจัยเกี่ยวกับ 1.โครงการการบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น : วิชาการถ่ายภาพโฆษณากรณีศึกษาหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ 2. โครงการบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่น : กรณีศึกษาวิชาการสร้างหนังสือสำหรับเด็ก สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ 3. โครงการการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยองค์กรชุมชน ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ 4. โครงการ ศูนย์การบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่นกรณีศึกษาวิชาเคมีสิ่งแวดล้อม ชุมชนบ้านแม่แลง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ 5.โครงการ ศูนย์การบูรณาการการจัดการศึกษาเพื่อท้องถิ่นในการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรโดยการนำวิธีการทางบัญชีเพื่อพัฒนาธุรกิจในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 6. โครงการ การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษาวิชาหลักการจัดการลุ่มน้ำ



รูปแบบการวิจัยของชุดโครงการนี้เป็นการบูรณาการภารกิจของอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการผลิตบัณฑิตหรือการสอน (การสร้างคน) การวิจัย (การสร้างความรู้) และการบริการวิชาการแก่ชุมชน (การสร้างสังคม) ตามประเด็นปัญหาในพื้นที่ที่สอดคล้องกับรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรสถาบันการศึกษา องค์ประกอบของนักวิจัยประกอบด้วยอาจารย์นักวิจัย นักศึกษาผู้ร่วมวิจัย และชาวบ้านเจ้าของปัญหาและพื้นที่เป็นผู้ร่วมวิจัย สถานที่วิจัยใช้พื้นที่ในสถาบันการศึกษาเป็นห้องปฏิบัติการร่วมกับพื้นที่ชุมชนป็นห้องปฏิบัติการชุมชนในการศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ระยะเวลาของการวิจัยจะแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ



1. ระยะก่อนการวิจัย

2. ระยะดำเนินการวิจัย

3. ระยะหลังการวิจัย



ระยะที่ 1 เป็นระยะที่อาจารย์นักวิจัยต้องเตรียมตัว เตรียมวัสดุหลักสูตร เช่น แนวการสอน แผนการเรียน สื่อการเรียน เอกสารตำราเรียนแบบทดสอบ แบบประเมิน ร่างเครื่องมือการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับศักยภาพของอาจารย์นักวิจัยแต่ละคนซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1 ภาคเรียน 



ระยะที่ 2 เป็นระยะที่โครงการวิจัยแต่ละเรื่องจะจัดให้มีการเรียนการสอนตามปฏิทินวิชาการของสถาบันฯ และจัดการให้การเรียนการสอนได้รับการประกันคุณภาพตามเกณฑ์ของหลักสูตร แต่มีส่วนที่เสริมเข้ามานอกเหนือจากเรียนการสอนโดยทั่วไปคือมีโปรแกรมที่นักศึกษา อาจารย์นักวิจัยต้องลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ที่มีประเด็นปัญหาและมีความต้องการความรู้เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตและงาน ในช่วงนี้ทั้ง 3 ฝ่ายก็จะมีกิจกรรมร่วมกันในการสืบค้น วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการแล้วขยับไปสู่การกำหนดเป้าหมายการแก้ไขปัญหาและการศึกษาทางเลือก แนวทางการแก้ไขปัญหา แต่ละโครงการก็จะได้คำตอบของปัญหาคืออะไร สถานการณ์เป็นอย่างไร มีเหตุปัจจัยเงื่อนไขอะไร มีเป้าหมายและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร จากชุดความรู้เบื้องต้นการตอบปัญหาตามแนวอริยสัจสี่ ก็จะนำไปสู่การนำความรู้ไปสู่การทดลองปฏิบัติ เพื่อประเมินผลการใช้ความรู้ว่าส่งผลต่อการปฏิบัติแค่ไหนอย่างไร ผลของการปฏิบัติเป็นการสะท้อนความเหมาะสม ความพอเพียงและความพอดี (ดุลยภาพ) ขององค์ความรู้ที่กระบวนการวิจัยสร้างขึ้นอันจะนำไปสู่การวิจัยระยะที่ 3



การวิจัยระยะที่ 3 เป็นกระบวนการที่ทั้ง 3 ภาคี ร่วมกันถอดและสรุปบทเรียนจนได้รูปแบบการจัดการประเด็นวิจัยนั้น ๆ ว่า ควรเป็นอย่างไรจึงจะมีความเหมาะสมที่สุดกับชุมชนผลการวิจัยจึงก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังภาพ 

กล่าวคือในด้านการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนได้รับการพัฒนาให้สาระการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่นและสังคมไทยมากที่สุดแต่ไม่ละเลยสังคมโลก กระบวนการเรียนรู้ได้รับการสะท้อนเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ได้เต็มและตามศักยภาพของตนเอง ปัญหาชุมชนท้องถิ่นชาวบ้านเกิดการเรียนรู้และเกิดองค์ความรู้ท้องถิ่นที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาท้องถิ่นได้ด้วยชุมชนท้องถิ่นโดยท้องถิ่นและเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง รูปธรรมของผลการวิจัยที่ผ่านมาบางโครงการ เช่นโครงการการบูรณาการการศึกษาเพื่อท้องถิ่นวิชาการถ่ายภาพโฆษณากรณีสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์พบว่านักศึกษา ชาวบ้านที่ร่วมวิจัยได้รับการพัฒนาในแง่ของการเรียนรู้ การสร้างความรู้จากกระบวนการวิจัย ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ปัญหาที่แท้จริง สามารถกำหนดเป้าหมายและแนวทางแก้ไขปัญหาได้ในระดับที่ชาวบ้านและนักศึกษาสามารถมีส่วนร่วมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ปัญหาด้านการตลาด และการสื่อสารการตลาด ได้ร่วมกันออกแบบสื่อโฆษณาการปฏิบัติการถ่ายภาพโฆษณาผลิตภัณฑ์และนำมาผลิตเป็นชิ้นงานโฆษณาเพื่อใช้ในกิจกรรรมการตลาด 



มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการทำแผนการตลาด และแผนการใช้สื่อโฆษณาที่ผลิตขึ้น มีการติดตามและประเมินผลการใช้สื่อโฆษณาดังกล่าว ซึ่งพบว่าส่งผลต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการตลาดของชุมชน ส่วนโครงการวิจัยอื่นๆ ในชุดโครงการ ฯ พบว่านักศึกษา ชาวบ้านเกิดการตื่นตัวต่อกระบวนการเรียนรู้แนวใหม่ที่ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือ ( Research Based Learning) โดยเห็นว่าการวิจัยไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อนอีกต่อไปแต่กลับเห็นว่าเป็นวิถีการเข้าความจริงที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ปฏิบัติได้ 



การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ภายใต้ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นราชภัฏโพธิสัทธา มีแนวคิดหลักที่จะทำหน้าที่หนุนเสริมปณิธานของสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ในการทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยไทย เพื่อความเป็นไท มุ่งมั่นต่อการมีส่วนเสริมสร้างพลังชุมชนท้องถิ่น พัฒนาคนไทย ให้มีอัตลักษณ์ของไทยและเท่าทันสังคมโลกใช้ยุทธศาสตร์การทำงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้คนของราชภัฏและผู้เกี่ยวข้องโดยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วิธีการทำงานมุ่งสร้างความรู้ท้องถิ่น ความรู้ไทย ให้สามารถบูรณาการกับความรู้สากล เพื่อการขับเคลื่อนสังคมไปสู่เป้าหมายที่ดีงาม เน้นการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทุกส่วน เป็นยุทธวิธีการดำเนินงาน ยึดหลักศาสนาและวัฒนธรรมเป็นแนวปฏิบัติร่วมในกระบวนการวิจัยและพัฒนา ระดมสรรพกำลังจากทุกส่วนและทุกฝ่ายให้เกิดการมีส่วนร่วมและส่วนให้ซึ่งกันและกัน 



เริ่มจากประเด็นการวิจัยที่สถาบันราชภัฏมีต้นทุนและเป็นความเชี่ยวชาญ คือ ประเด็นการศึกษาเป็นประเด็นเคลื่อนงาน ให้การจัดการศึกษามุ่งสู่การบูรณาการทุกภารกิจเกิดความสมดุล ภายใต้ข้อจำกัดของกำลังคน กำลังทรัพย์ กำลังความคิด และเหนืออื่นใด คือ เวลา ดุลยภาพ ของการขับเคลื่อนคือยึดปัญหาท้องถิ่นเป็นตัวตั้งแล้วปรับพันธกิจตามปัญหาใช้แนวคิด การสร้างความรู้ (การวิจัย) การสร้างคน (การผลิตบัณฑิต) การสร้างสังคม (บริการวิชาการ) ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนท้องถิ่น (การทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม) โดยให้ทุกฝ่ายต่างมีส่วนร่วมและมีส่วนให้ซึ่งกันและกันเพื่อความศานติสุขของสังคม ดังภาพ 








ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: แหล่งที่มา ผู้จัดการรายวัน ฉบับที่ 4052(4050) [หน้าที่ 9 ] ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 1

อ่าน 0 ครั้ง