[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

''ทักษิณ'' น้อมนำสนอง พระราชดำรัส ''พ่อของแผ่นดิน''


ที่มา - จากรายการ ''นายกฯทักษิณ คุยกับประชาชน'' ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม. 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อเช้าวันที่ 6 ธันวาคม

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่คนไทยทั้งประเทศ ร่วมใจกันถวายความจงรักภักดี เนื่องในมหามงคลวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2546 ซึ่งพระองค์ทรงเจริญพระชนม พรรษา 76 พรรษา เหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเหตุ การณ์ที่เกี่ยวข้องกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ครม. พร้อมคู่สมรส ได้เดินทางไปเปิดงานเศรษฐกิจพอเพียงหล่อเลี้ยงชาวประชา ที่โครงการศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ และโครงการสาธิตและส่งเสริมงานศิลปาชีพภาคเหนือ อยู่ที่บริเวณที่ดินของทหาร กองพันสัตว์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นการสร้างขึ้นมาเป็นอาคารถาวร เพื่อที่จะเป็นศูนย์ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา เกษตรกร ได้มาเรียนรู้ถึงเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ต่อไปก็จะสร้างศูนย์แบบนี้ขึ้นทุกภาค ภาคละหนึ่งแห่ง โดยสร้างในอีก 3 ภาค ภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 

ในช่วงเย็นวันที่ 4 ธันวาคม คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมลคล ผมก็นำคณะรัฐมนตรี คณะบุคคล 600 กว่าคณะ จำนวน 20,000 กว่าคน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พี่น้องก็คงได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าปีนี้กระแสพระราชดำรัสค่อนข้างที่จะพระราชทานแนวคิดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องน้ำท่วม เรื่องแก้ปัญหาความยากจน พอเริ่มต้นทรงเล่าถึงเรื่องการตรวจพระวรกายด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่ทันสมัย และฟังไปจนในที่สุดนี่ ทุกคนก็คงดีใจที่ว่าพระสุขภาพตอนนี้ถือว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าดีขึ้นมาก คนไทยคงดีใจ เพราะว่าทุกคนรักพระองค์ เราอยากเห็นพระองค์ทรงแข็งแรง ทรงเล่า ทรงสอนหลายเรื่อง ก็ค่อนข้างที่จะเป็นแบบพ่อสอนลูก เป็นพ่อสอนลูกที่แท้จริง 

โดยเฉพาะผม ในฐานะที่เป็นนายกฯ ได้ทรงแนะนำหลายเรื่อง โดยเฉพาะ ทรงยกตัวอย่างเรื่องของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสอนพระองค์ท่านอย่างไร ก็เป็นประโยชน์มาก เพราะผม ตอนเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เราจะต้องปฏิญาณตนบอกว่า คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือ พรจากสวรรค์ แต่นี่เป็นพระราชทานคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งกว่าพรจากสวรรค์เสียอีก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องน้อมเกล้าฯ มาปฏิบัติกันอย่างทั่วทุกคน รวมทั้งผมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพ่อของแผ่นดินที่ได้ทรงสอนลูกทุกคน

ในเรื่องของยาเสพติด เป็นเรื่องสำคัญที่พระองค์ทรงแนะนำเรื่องของจำนวนผู้เสียชีวิต ที่มีการนำเป็นประเด็นพูดกันมากมาย 2,500 คนนั้น จริงๆ แล้ว ต้องขออธิบายว่า เรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะรีบนำรายละเอียดทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงทราบในรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งพระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่า โดยหลักการแล้ว 2,500 คนนี่ นับเอาผู้ที่เสียชีวิตในช่วงนั้น รวมทั้งคดีอื่นด้วย คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ปนกันไปหมด ไม่ได้แยก แต่พอแยกแล้วเหลือประมาณ 1,000 คน ก็แยกมาว่า 1,000 กว่าคนนั้น เป็นวิสามัญฯ จริงๆ เท่าไหร่ เป็นฆ่าตัดตอนจริงๆ เท่าไหร่ ก็ตั้งกรรมการไว้แล้ว 2 ชุด กรรมการก็ดำเนินการและรายงานมาตลอด แต่บังเอิญว่า ข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยสู่สาธารณ ชน

ส่วนผู้ที่ค้านก็จะเอาข้อมูลเหล่านี้มาเน้นย้ำว่า ตายตั้ง 2,500 คน แต่ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาตินั้นมันคืออะไร คือการที่เราหยุดยั้งยาเสพติดได้ขนาดนี้ ไม่ได้คิดกัน เรื่องนี้ก็จะน้อมรับสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานข้อแนะนำมาแก้ไขกัน ก็จะเอาตัวเลขทั้งหมดมาอธิบายให้สา ธารณชนได้รับทราบ 

จริงๆ แล้วเรามีกฎหมาย กฎหมายที่การที่มีคนตายโดยผิดธรรมชาติ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ เมื่อชันสูตรพลิกศพแล้ว ก็จะต้องมีการทำสำนวน ถ้าเป็นวิสามัญฯก็คือเจ้าหน้าที่ตกเป็นผู้ต้องหา แล้วตำรวจกับอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง คดีก็เป็นที่สุด เพราะเป็นการป้องกันตัว หรือเป็นการต่อสู้กันในระหว่างขณะจับกุม ถือว่าเป็นวิสามัญฆาตกรรม แต่ถ้ากรณีที่ถูกผู้อื่นฆ่า ไม่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฆ่า เมื่อชันสูตรพลิกศพแล้ว ว่าเป็นการตายผิดธรรมชาติ ก็ต้องมีสำนวนทุกคน สำนวนนั้นจะปิดอย่างไร อันนี้จะต้องมีระบบการรายงาน ซึ่งจะมีการตรวจสอบ กรรมการ 2 ชุด ที่ตั้งขึ้นมาก็จะตรวจสอบ ตำรวจก็จะตรวจสอบ แล้วจะมีการรายงาน นอกจากนั้น ก็จะมีการถวายรายงานให้พระองค์ท่านทรงทราบด้วย 

ความจริงพระองค์ท่านทรงห่วงในเรื่องของความเข้าใจของสาธารณชนมากกว่า ซึ่งจะต้องอธิบายให้ฟังว่าทั้งหมดคืออะไร ต้องอธิบายให้ทราบ ซึ่งความจริงก็ได้มีการอธิบายเป็นช่วงๆ แต่เนื่องจากว่าคนที่ติดใจก็ยังติดใจอยู่ แต่คนที่พยายามจะเข้าใจก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่ายาเสพติดนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายต่อชาติเหลือเกิน ถ้าไม่เด็ดขาด ไม่ทำกันอย่างเด็ดขาด เข้มข้น เอาไม่อยู่หรอกครับ ไม่อย่างนั้น 20 ปีที่แล้วคงแก้เสร็จไปนานแล้ว มันคงไม่มีทิ้งไว้ให้รัฐบาลนี้ต้องแก้กันขนาดนี้หรอก เพราะฉะนั้น ถือว่าประชาชนโดยทั่วไปพอใจการแก้ไขปัญหานี้ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์พอใจมากครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องรับใส่เกล้าฯ มาแก้ปัญหาต่อไป 

เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ เรื่องปฏิรูปการศึกษาที่ทรงห่วง อันนี้ก็ชัดเจนครับ ว่าเรากำลังเร่งทำกันอยู่ แต่ว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นต้องใช้เวลา และต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนรูปแบบของครู นักเรียน และผู้บริหารการศึกษาด้วย 

แน่นอนครับ จะทุ่มเทและทุ่มทำกันอย่างเต็มที่ สิ่งที่ทรงห่วงทุกเรื่องรัฐบาลจะรับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติและทำงานอย่างเต็มที่ ก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจและไม่ต้องห่วง ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานทั้งแนวคิด ทรงติชมอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้รัฐบาลนั้นถือว่าเป็นพรสวรรค์ยิ่งนะครับ ที่จะต้องรับใส่เกล้าฯ มา และดำเนินการต่อไปครับ 

เมื่อวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2546 ตอนเช้า ผมได้ไปเป็นประธานในพิธีวันประกาศชัยชนะสงครามยาเสพติด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา ก็เป็นการรวมพลังทั้งแผ่นดินที่ได้ร่วมกันตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ มาจนถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2546 เพื่อจัดการกับปัญหายาเสพติดที่หมักหมมมาในประเทศไทย ร่วม 20 ปี ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า อะเมซิ่ง ก็ได้ เพราะว่าสิ่งอย่างนี้ประเทศอื่นทำไม่ได้หรอก เพราะว่าของเราเวลารวมพลังแล้ว มันรวมได้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การรวมพลังทำได้สำเร็จ เราจัดการกันเด็ดขาดชัดเจน ในที่สุดแล้ว ก็สามารถจัดการยาเสพติดลงได้ อย่างน้อยๆ ก็ปาเข้าไปตั้งเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าถ้าเหลือแค่นี้ ไม่เป็นไร แต่ว่าอย่าให้มันขึ้นมาอีก เป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งอาชญากรรมก็เหมือนกัน ไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีอาชญากรรมเลย แต่ถ้ามีในอัตราที่น้อยก็ไม่เดือดร้อน ต้องช่วยกัน เพราะยาเสพติดเป็นอาชญา กรรมประเภทหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ผมได้มีทำพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอาชนะยาเสพติด ที่ตึกสันติไมตรี มีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติด้านต่างๆ รวม 112 รางวัล ก็ได้โล่พร้อมเงินรางวัล เพื่อเป็นกำลังใจให้เขาไปทำงาน ก็มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไป 67 นาย เห็นไหมครับว่า ถึงแม้ว่าพวกโจรค้ายาเสพติด จะเสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ของเรามีลูกเมียต้องเลี้ยง และพวกเขาเงินเดือนน้อยนิด เขาไม่ได้เอาเงินชั่วอย่างนี้มาเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องเสียชีวิตไป 67 ราย ซึ่งผมเองก็ให้โล่เชิดชูเกียรติ ให้รางวัล ส่วนทายาทผู้เสียชีวิตนอกจากให้เงินช่วยเหลือแล้วก็จะดูแล บางคนลูกคนหนึ่งเป็นตำรวจ ตายไปแล้วไม่มีใครเลี้ยงครอบครัว ลูกอีกคนยังอยู่ ผมก็จะขอให้ลูกเข้าเป็นตำรวจ เขาอยากเป็นตำรวจก็จะให้เข้า ก็จะดูแลกันเพื่อให้คนที่ทำงานเสียสละให้บ้านเมืองนั้นต้องได้รับการเหลียวแล ไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลย บางคนสามีตาย เมียต้องอยู่เลี้ยงลูก 3-4 คน บางทีต้องเห็นใจตรงนี้ด้วยเหมือนกัน อย่าไปมองมุมที่ว่าเห็นใจคนค้ายาแต่ไม่เห็นใจคนที่ถูกคนค้ายาฆ่า ผมคิดว่าคนเหล่านี้ต้องไปทบทวนตัวเองเหมือนกัน

สิ่งที่ได้ทำงานไปทั้งหมดในช่วง 1 กุมภาพันธ์ 2546 จนถึง 30 พฤศจิกายน 2546 ก็คือปิดยอดบัญชี สมมุติว่ารัฐบาลเลิกแล้วไม่ยุ่งไม่ทำเรื่องยาเสพติดแล้ว กว่าเครือข่ายจะตั้งขึ้นมาใหม่แข็งแรงได้ต้องใช้เวลาหลายปี แต่ไม่มีทางผมไม่ยอม โผล่เป็นจัดการหมด แต่ที่สำคัญผมได้สั่งเจ้าหน้าที่ไปแล้ว ต่อไปคนที่ทำอู่ซ่อมรถที่ทำเซฟเพื่อการขนยาเสพติด ของหนีภาษี เมื่อรถคันนั้นถูกจับเราจะตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิด ไม่ใช่จะใช้ข้อหาเรื่องดัดแปลงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ที่โทษน้อยๆไม่มี วันนี้เรารู้ครับ ว่าทำกันที่ไหน อย่างไร เงินได้ไม่เท่าไหร่หรอก อย่าทำเลยครับ ไม่คุ้ม ติดคุกหัวโตแน่ 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9403 [หน้าที่ 2 ] ประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง