|
|
|
ปธ.สอบคดี2.5ศพยาเสพติดแจง วิฯ60-ฆ่ากันเอง600-พันคดีมืด รับญาติร้องถูกตัดตอน16ราย ''ทักษิณ''ขอสนองพระราชดำรัสในหลวง โดยเฉพาะรับสั่งเรื่องสมเด็จย่าทรงสอน ชี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งกว่าพรจากสวรรค์ที่พ่อของแผ่นดินทรงสอนลูก ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทูลเกล้าฯถวายรายละเอียดผู้เสียชีวิต 2.5 พันคน ระบุมาจากปัญหาเรื่องยาเสพติดทั้งวิสามัญฆาตกรรม-ฆ่าตัดตอนแค่พันกว่าคนเท่านั้น คณะทำงานสรุปแล้ว 1 พันคดีมืดไม่รู้สาเหตุการตาย 16 รายญาติติดใจสงสัยคนมีสีฆ่าตัดตอน นายกฯน้อมสนองพระราชดำรัสในหลวง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ''นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน'' ทางคลื่นเอฟเอ็ม 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย พร้อมสนองพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เนื่องจากเปรียบเสมือนพรจากสวรรค์จากพ่อของแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องที่พระองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่องของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสอนพระองค์ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ธันวาคม ได้นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะบุคคล 600 กว่าคณะ จำนวน 20,000 กว่าคน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พี่น้องก็คงได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสไปเรียบร้อยแล้ว ''ก็ถือว่าปีนี้กระแสพระราชดำรัสค่อนข้างที่จะพระราชทานแนวคิดหลายเรื่อง ทรงสอนหลายเรื่อง ก็ค่อนข้างที่จะเป็นแบบพ่อสอนลูก เป็นพ่อสอนลูกที่แท้จริง โดยเฉพาะผมในฐานะที่เป็นนายกฯ ได้ทรงแนะนำหลายเรื่องโดยเฉพาะ ทรงยกตัวอย่างเรื่องของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสอนพระองค์ท่านอย่างไร ก็เป็นประโยชน์มาก เพราะผมตอนเป็นนักเรียนเตรียมทหาร เราจะต้องปฏิญาณตนบอกว่า คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ แต่นี่เป็นพระราชทานคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งกว่าพรจากสวรรค์เสียอีก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องน้อมเกล้าฯ มาปฏิบัติกันอย่างทั่วทุกคน รวมทั้งผมด้วยซึ่งถือว่าเป็นพ่อของแผ่นดินที่ได้ทรงสอนลูกทุกคน'' นายกฯกล่าว แจง2.5พันเป็นคดียาบ้าแค่พันกว่าคน พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในเรื่องของยาเสพติด เป็นเรื่องสำคัญที่พระองค์ทรงแนะนำเรื่องของจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีการนำเป็นประเด็นพูดกันมากมาย 2,500 คนนั้น เรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะรีบนำรายละเอียดทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงทราบในรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งพระองค์ทรงทราบอยู่แล้วว่าโดยหลักการแล้ว 2,500 คนนี่ นับเอาผู้ที่เสียชีวิตในช่วงนั้น รวมทั้งคดีอื่นด้วย คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ปนกันไปหมด ไม่ได้แยก แต่พอแยกแล้วเหลือประมาณ 1,000 กว่าคน 1,000 กว่าคน ก็แยกมาว่า 1,000 กว่าคนนั้นเป็นวิสามัญฆาตกรรม จริงๆ เท่าไหร่ เป็นฆ่าตัดตอนจริงๆ เท่าไหร่ ก็ตั้งกรรมการไว้แล้ว 2 ชุด กรรมการก็ดำเนินการและรายงานมาตลอด แต่บังเอิญว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยสู่สาธารณชน ชุดตรวจสอบจำแนก2.5พันคดี ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท รองอัยการสูงสุด ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการปราบปรามยาเสพติด ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งและให้สำนักงานอัยการสูงสุดรวบรวมคดีฆาตกรรมและคดีวิสามัญฆาตกรรม 2,500 ศพ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบ สวนคดีฆ่าตัดตอนว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 10 ชุด โดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อตรวจสอบสำนวนจากคดีทั่วประเทศ ซึ่งชุดที่หนึ่งดูแลงานคดีในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ส่วนที่เหลืออีก 9 ชุด ดูแลงานคดีตำรวจภูธรภาค 1-9 ซึ่งในการตรวจสอบข้อมูลตลอดระยะเวลา 3 เดือน พบว่าทั่วประเทศมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นจำนวน 2,500-2,600 คดี ชี้เข้าข่ายวิสามัญฆาตกรรม50ราย นายประพันธ์กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบรายละเอียด และข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะทำงานสามารถจำแนกคดีได้ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ใช้อาวุธยิงคนร้ายที่ต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ที่ตำรวจนครบาลกับ ตำรวจภูธรภาค 1-9 รวบรวมมามีจำนวน 50 กว่าคดี ปรากฏชื่อผู้ตายประมาณ 60 กว่าคนที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ซึ่งกรณีนี้พนักงานสอบสวนได้ร่วมชันสูตรพลิกศพกับอัยการและเจ้าหน้าที่ปกครอง และรับทราบชัดเจนแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดเป็นคนยิง โดยตามขั้นตอนของกฎหมายเมื่อรู้ตัวผู้ทำผิดในคดีวิสามัญฆาตกรรม พนักงานสอบสวนพื้นที่เกิดเหตุนั้นๆ จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอไต่สวนอีกครั้งว่าผู้ตายเป็นใคร สาเหตุการตายเป็นอย่างไร และใครทำให้ตาย ซึ่งในชั้นไต่สวนญาติผู้เสียหายมีสิทธิตั้งทนายความสืบพยานด้วย และเมื่อการไต่สวนสิ้นสุดพนักงานสอบ สวนต้องรวบรวมรายละเอียดและพยานหลักฐาน เพื่อสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยชี้ขาดและยื่นฟ้องต่อศาลต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวตนไม่ทราบความคืบหน้าว่าพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้วเป็นจำนวนเท่าใด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ คดีวิสามัญ กว่า 50 คดี มีประมาณ 40 คดี ที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวนคดีวิสามัญฯแล้ว แต่ยังไม่มีรายงานแจ้งว่าพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งให้อัยการยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลรวมทั้งหมดกี่คดี ระบุ1พันคดีมืดมนไม่รู้ชนวนการตาย 2.กลุ่มคดีฆาตกรรม ที่เป็นการฆ่ากันเองในลักษณะคดีอาชญากรรมทั่วไป เช่น การจ้างวานฆ่า การฆ่าชิงทรัพย์ คดีชู้สาว หรือการฆ่าล้างหนี้ โดยกลุ่มนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและทราบตัวผู้กระทำผิด กับสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้วเป็นจำนวน 600 กว่าคดี และ 3 กลุ่มคดีฆาตกรรมที่พนักงานสอบสวนทราบตัวผู้กระทำผิด แต่ยังไม่สามารถจับกุม เพราะผู้ต้องหาหลบหนี มีจำนวน 200-300 กว่าคดี สุดท้ายคือกลุ่มที่ 1 ที่พนักงานสอบสวนยังไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด กับสอบสวนแล้วยังไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นคดีฆาตกรรมทั่วไปหรือคดีวิสามัญ มีจำนวน 1,000 กว่าคดี สำหรับการสอบสวนคดีฆาตกรรมทั่วไปทั้ง 3. กลุ่ม ได้ผ่านกระบวนการชันสูตรพลิกศพที่พนักงานสอบ สวนร่วมกับแพทย์ตรวจสอบทุกคดีแล้ว และทุกคดีก็จะทราบชื่อผู้ตาย 16รายญาติข้องใจถูกคนมีสีตัดตอน ''นอกจากนี้ยังพบว่าในจำนวน 2,500 กว่าคดี จะมี 16 คดีที่ญาติของผู้ตายได้ยื่นหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรมกับอัยการ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุการตาย ซึ่งส่วนใหญ่ญาติผู้ตายจะระบุว่าการตายน่าจะเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในการฆ่าตัดตอน เพราะเมื่อผู้ตายเข้ารายงานตัวตามนโยบายการให้ความคุ้มครองผู้ให้ความร่วมมือและติดตามการปราบปรามยาเสพติด ต่อมาจึงถูกฆ่าตายโดยมีกลุ่มคนที่สวมเครื่องแต่งกายคล้ายตำรวจ หรือทหารเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในการรวบรวมข้อมูลคดีพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการเรียกตัวญาติผู้ตายมาสอบสวนและรวบรวมส่งเป็นข้อมูลพร้อมกับรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อสั่งการต่อไป'' รองอัยการสูงสุดกล่าว นายประพันธ์กล่าวด้วยว่า ได้รวบรวมรายละ เอียดทั้งหมดเขียนเป็นรายงานส่งมอบให้นายกฯตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเข้าใจว่าผู้ที่เกี่ยว ข้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะรับทราบข้อมูลแล้ว สำหรับคณะอนุกรรมการชุดนี้ถือว่าหมดหน้าที่ที่จะรวบรวมและเสาะหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งนายกรัฐ มนตรี ส่วนกระบวนการและขั้นตอนทางกฎ หมายเป็นหน้าที่ของตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค ที่จะต้องสอบสวนสรุปสำนวนให้อัยการยื่นฟ้องต่อไป ซึ่งทุกคดีจะต้องนำสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าใจว่าที่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)มีคำสั่งตั้งคณะทำงานของตำรวจขึ้นมา น่าจะเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของการยื่นฟ้องคดีทั้งหมด ป.ป.ส.ปิดคดีมีตัดตอน-วิฯ1.3พัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการฆ่าตัดตอน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบและรายงานสรุปให้ พ.ต.ท.ทักษิณรับทราบแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสรับสั่ง ตนก็พร้อมรับใส่เกล้าฯตรวจสอบข้อมูลใหม่อีกครั้งว่ารายงานที่ผ่านมามีความผิดพลาดตรงจุดใด รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้พล.ต.อ.ชิดชัย ได้สรุปรายงานผลการตรวจสอบว่า มีคดีเกิดขึ้น 2,500 คดี ตายไม่ทราบสาเหตุ ประมาณ 1,200 คดี และคดีฆ่าตัดตอนและวิสามัญฆาตกรรม 1,300 คดี ซึ่งในจำนวนนี้จับกุมคนร้ายและปิดคดีได้แล้ว 500 คดี ตร.เร่งแยกแยะคดีย้ำ 7 วันเสร็จ พล.ต.ต.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการของคณะทำงานที่ ผบ.ตร.ตั้งขึ้นมาตรวจสอบและจำแนกรายละเอียด ของคดีต่างๆ 2.5 พันคดี ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำสงครามยาเสพติด เผยภายหลังร่วมประชุมกับ พ.ต.อ.ปรีชา สุนทรศิริ ผกก.1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูล ว่า ขณะนี้ฝ่ายเลขา นุการได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้พร้อมแล้ว และจากการประสานการปฏิบัติกับ พล.ต.ท. นาวิน สิงหะผลิน หัวหน้าฝ่ายอำนวยการตำรวจ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ได้นัดที่จะมีการตรวจสอบและแยกแยะข้อมูลของคดีที่เกิดขึ้นทั้ง หมดในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้นจะมีการเชิญประชุมผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้แทนของ บช.น. และภาค 1-9 เพื่อสรุปความคืบหน้าของแต่ละคดีที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม คาดว่าจะสามารถสรุปและแยกแยะคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อรายงานให้ ผบ.ตร.ทราบได้ภายในกำหนด 7 วันทำการตามที่ได้สั่งการไว้ในคำสั่งตั้งคณะทำงานดังกล่าว |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9403 [หน้าที่ 1 ] ประจำวันที่ 7 ธันวาคม 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|