|
|
| คำชี้แจงกระทรวงแรงงาน
ฉบับที่ 4 เรื่อง กฎกระทรวงตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยที่มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติให้ออกกฎกระทรวงกำหนดงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย ของลูกจ้าง ซึ่งนายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างทำงานวันหนึ่งไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และสัปดาห์ หนึ่งไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 23 ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดเวลา เริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลาทำงานของแต่ ละประเภทงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง และเมื่อ รวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง เว้นแต่งานที่อาจเป็น อันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จะมี เวลาทำงานปกติวันหนึ่งต้องไม่เกินเจ็ดชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์ หนึ่งไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง กฎกระทรวงออกตามมาตรา 23 กำหนดไว้ดังนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออก กฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้งานทุกประเภทมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ข้อ 2 งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ได้แก่ (1) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ (2) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี (3) งานเชื่อมโลหะ (4) งานขนส่งวัตถุอันตราย (5) งานผลิตสารเคมีอันตราย (6) งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทำได้รับความ สั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย (7) งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็น อันตราย เจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองลูกจ้างให้มีเวลาทำงานที่เหมาะสมและไม่ยาวนานเกินไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งลูกจ้างที่ทำงานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย ควรได้รับการ คุ้มครองเป็นพิเศษ เพื่อมิให้สุขภาพเสื่อมโทรมก่อนวัยอันสมควร และมีประสิทธิภาพ ในการทำงาน คำชี้แจง งานทุกประเภทที่มิใช่งานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูก จ้าง นายจ้างต้องกำหนดเวลาทำงานปกติในแต่ละวันให้ลูกจ้างทำงานไม่เกินวันละ แปดชั่วโมง และรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง นอกจากนี้ยังอาจ ให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดได้อีกสัปดาห์ หนึ่งไม่เกินสามสิบหกชั่วโมง ทั้งนี้โดยได้รับความยินยอมของลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ตามคำชี้แจงกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง กฎกระทรวงตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ซึ่งโดย สภาพของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูง หรือมี ภาวะแวดล้อมในการทำงานไม่ได้มาตรฐานความ ปลอดภัยที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 103 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งนายจ้างไม่สามารถปรับปรุง แก้ไขที่แหล่งกำเนิด หรือต้นเหตุของความไม่ปลอดภัยนั้น ๆ ได้ นอกจากจะต้องจัด ให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล ได้แก่ การจัดอุปกรณ์ป้องกันให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยว กับงานที่อาจเป็นอันตรายใช้ในขณะทำงานแล้ว นายจ้างยังต้องกำหนดให้ลูกจ้าง ทำงานเพียงวันละ 7 ชั่วโมง และเมื่อรวมตลอดทั้งสัปดาห์แล้ว ต้องให้ลูกจ้างทำงาน ไม่เกิน 42 ชั่วโมง นอกจากนี้มาตรา 31 ยังบัญญัติห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงาน ล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดด้วย ซึ่งงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและ ความปลอดภัยของลูกจ้าง ได้แก่ งานดังต่อไปนี้ 1. งานที่ต้องทำใต้ดิน เช่น ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้าง งานที่ต้องทำใต้น้ำ เช่น นักประดาน้ำ มักจะเสี่ยงอันตรายจากความดันบรรยากาศที่สูงกว่าปกติ และยัง เสี่ยงอันตรายจากการลดความกดดันบรรยากาศในการกลับขึ้นสู่ผิวน้ำหรือพื้นดิน อย่างรวดเร็วเกินไปอีกด้วย ซึ่งทั้งสองกรณีอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานปวดหูและหูอื้อ บางรายอาจถึงกับหูหนวกได้ นอกจากนี้ การอยู่ในภาวะของการลดความกดดัน บรรยากาศลงอย่างรวดเร็ว อาจจะทำให้เกิดฟองก๊าซไนโตรเจนขึ้นในกระแสเลือด ซึ่งฟองก๊าซดังกล่าวเมื่อไปอยู่ตามข้อต่อและใต้กล้ามเนื้อจะทำให้เกิดอาการตะคริว อย่างรุนแรงได้ ส่วนงานที่ต้องทำในถ้ำหรือในอุโมงค์ เช่น งานทำเหมืองแร่ต่าง ๆ งานในที่อับอากาศ เช่น งานล้างหม้อน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอ๊อกซิเจนน้อย อาจไม่ เพียงพอต่อการหายใจ ทำให้ลูกจ้างเป็นลมหมดสติและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 2. งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี มีผลต่อร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งใน ทันทีและทิ้งช่วง (เช่น RADIUM) คือ ทำให้เซลล์ร่างกายเปลี่ยนไป ถูกทำลาย เซลล์ดี กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของกัมมันตภาพรังสีที่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานได้รับ นอกจากนี้กัมมันตภาพรังสียังคงอยู่แม้เกิดเหตุไฟไหม้ ซึ่งสารอื่น ๆ ถูกเผาไหม้ไปหมดแล้ว 3. งานเชื่อมโลหะ ควันที่เกิดขึ้นจากงานเชื่อมเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหาย ใจและปอด ซึ่งลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานเชื่อมโลหะได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยทางจมูกและปาก นอกจากนี้สะเก็ดไฟและแสงจากการเชื่อมยังเป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอด ได้ งานดังกล่าวจึงเป็นงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง 4. งานขนส่งวัตถุอันตราย เช่น งานขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ แอมโมเนีย โซดา ไฟ อ๊อกซิเจนเหลว วัตถุระเบิด ลูกจ้างที่ทำงานขนส่งวัตถุอันตรายไม่ว่าจะโดยทางบก หรือทางน้ำ รวมทั้งลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งวัตถุอันตรายดัง กล่าว อยู่ในข่ายเป็นลูกจ้างที่ทำงานขนส่งวัตถุอันตราย 5. งานผลิตสารเคมีอันตราย สารเคมีเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางจมูก โดยการ สูดดมสารเคมีที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าไป ทางผิวหนัง โดยการสัมผัส ซึ่งสารเคมี บางชนิดซึมผ่านผิวหนังปกติได้ และบางชนิดเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผลหรือถลอกและ ทางปาก โดยการกินเข้าไปจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เช่น ติดมือขณะทำงาน แล้วใช้หยิบ จับอาหาร ขนม หรือฝุ่นสารเคมีนั้นอาจฟุ้งกระจายและลอยไปติดริมฝีปากของผู้ปฏิบัติ งานขณะทำงาน สำหรับรายชื่อสารเคมีอันตรายนั้น สามารถตรวจสอบได้จากกฎกระ ทรวงว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ซึ่งออกตามความใน มาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากนายจ้างไม่ สามารถปรับปรุงแก้ไข มิให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารเคมีอันตรายมาสู่สภาพแวดล้อม ในการทำงานของลูกจ้างแล้ว หรือมีการฟุ้งกระจายของสารเคมีอันตรายอยู่ในบรรยากาศ การทำงานเกินกว่าระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายที่ยอมให้มีได้ในบรรยากาศ ทำงานแล้ว นอกจากนายจ้างจะต้องจัดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ได้แก่ ถุงมือ ยาง รองเท้าหุ้มแข้ง ที่กรองอากาศ หรือกระบังหน้าให้ลูกจ้างที่ทำงานผลิตสารเคมีอัน ตรายใช้แล้ว นายจ้างยังต้องกำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างวันละไม่เกิน 7 ชั่วโมง และรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 42 ชั่วโมง ตลอดจนห้ามมิให้ลูกจ้างทำงานล่วง เวลา และทำงานในวันหยุดด้วย 6. งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือน อัน อาจเป็นอันตราย ความสั่นสะเทือนเกิดจากเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่อง เจาะหรือตัดหินที่ใช้ในการรื้อถอนอาคารหรือถนน และที่ใช้ในกิจการเหมืองแร่ เป็นต้น ความสั่นสะเทือนนี้ส่วนมากจะก่อให้เกิดอันตรายที่นิ้วมือ เพราะการจับหรือถือเครื่องมือ ที่มีความสั่นสะเทือนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้การไหลเวียนของเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยง ปลายนิ้วมือเกิดขัดข้องขึ้น และถ้าหากนิ้วมือนั้นถูกความเย็นด้วยแล้วอาการก็จะรุนแรง ยิ่งขึ้น คือ อาจจะมีอาการนิ้วซีดและนิ้วไม่มีความรู้สึกอย่างชั่วคราวหรือถาวรได้ 7. งานที่ต้องทำเกี่ยวกับความร้อนจัดอันอาจเป็นอันตราย ได้แก่ งานในกระบวน การผลิตต่าง ๆ เช่น การหลอมโลหะ การรีดเหล็ก การหลอมแก้ว อุตสาหกรรมการ ซักผ้า การทำงานกลางแจ้ง การทำงานก่อสร้างกลางแจ้ง เป็นต้น ความร้อนจากแหล่ง ดังกล่าวจะทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานมีอุณหภูมิสูงขึ้น แล้วมีผลทำให้อุณหภูมิของ ร่างกายผู้ปฏิบัติงานสูงขึ้น หากอุณหภูมิจากแหล่งกำเนิดความร้อนทำให้สภาพแวด ล้อมการทำงานมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 45 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิในร่างกายของ ลูกจ้างสูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของลูก จ้างแล้ว กล่าวคือ ทำให้เกิดการสูญเสียเหงื่อมากกว่าปกติจนอาจเป็นอันตราย เช่น เป็น ลมชักเพราะความร้อน เป็นตะคริว และเหนื่อยล้าจากความร้อน นอกจากนี้ยังมีผลต่อ สภาพจิตใจของลูกจ้างด้วย กล่าวคือ ทำให้จิตใจหงุดหงิด โมโหง่าย ส่วนงานที่ต้อง ทำเกี่ยวกับความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย ได้แก่ งานในห้องเย็น ในอุตสาหกรรมแช่ แข็ง การทำงานในห้องเย็นซึ่งมีอุณหภูมิต่ำมากเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้อุณหภูมิในร่าง กายลดต่ำกว่าปกติ ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส จะทำให้อัตรา การเผาผลาญภายในร่างกาย ( METABOLISM RATE ) เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบ ของร่างกายทำงานผิดปกติ การให้ลูกจ้างทำงาน 7 ประเภทดังกล่าวข้างต้น หากนายจ้างปรับปรุงแก้ไขที่แหล่ง กำเนิดของความไม่ปลอดภัยดังกล่าวได้ ก็สามารถกำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้าง วันละ 8 ชั่วโมง และรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงได้ นอกจากนี้ในกรณี จำเป็นยังให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และทำงานล่วงเวลาในวันหยุดได้ อีกสัปดาห์ละไม่เกิน 36 ชั่วโมง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป |
http://www.labour.go.th/home/th/LAWS/laws_2/explanation04.html |
|
โดย: งาน: งานบริหารแผนกอาคารสถานที่ อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|