|
|
| วันนี้ขอพาท่านกลับมาทบทวนแก่นแท้ปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ต่อไปอีก ซึ่งต่อจากครั้งที่แล้วเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารและการจัดการ
สำหรับการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษามีสาระสำคัญแยกได้เป็น 3 ส่วนคือ การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ การบริหารและการจัดการศึกษาของท้องถิ่น และการบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน ในส่วนของการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ มีสาระสำคัญคือ มีการยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ ให้เป็นกระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานใหม่ 4 หน่วยงานหลัก และบริหารงานโดยคณะกรรมการสาระสำคัญมีดังนี้ 1.การยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัย และคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ 2.กระทรวงศึกษาธิการในโครงสร้างใหม่มี 4 หน่วยงานหลักคือ สภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และยังมี สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการตามโครงสร้างเดิม เพื่อรวมเอาหน่วยงานย่อยอื่นๆ ที่ไม่สังกัดสำนักงานดังกล่าวข้างต้น เช่น หน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียน และหน่วยงานการศึกษาเอกชน เป็นต้น 3.สภาการศึกษามีหน้าที่เสนอแนะการศึกษาแห่งชาติ เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา นโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษาและให้ความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและกฎกระทรวงต่างๆ การปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษายังมีสาระสำคัญต่อไปอีกคือ 4.คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐานและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5.คณะกรรมการการอาชีวศึกษามีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรการอาชีวศึกษาทุกระดับ ส่งเสริมประสานงานการจัดการอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน และการสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการอาชีวศึกษา 6.คณะกรรมการการอุดมศึกษามีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษา การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ นอกจากนั้นยังมีสาระสำคัญในการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ คือ 7.องค์ประกอบของคณะกรรมการต่างๆ ประกอบด้วยคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ และกำหนดให้สำนักงานของคณะกรรมการเป็นนิติบุคคล 8.สถานศึกษาของรัฐในระดับอุดมศึกษาเป็นนิติบุคคลที่สามารถดำเนินการอย่างอิสระ คล่องตัว และมีเสรีภาพทางวิชาการ 9.การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยยึดเขตพื้นที่การศึกษาโดยคำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชาชน วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านต่างๆ 10.คณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบรวม หรือเลิกสถานศึกษาในเขตพื้นที่ ประสานส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนและสถาบันสังคมอื่นๆ ที่จัดการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 11.กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจการบริหาร และการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคลากร และการบริหารทั่วไปให้คณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่โดยตรง และ 12.มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์หรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ในส่วนของการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสาระสำคัญ คือ 1.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กรุงเทพมหานคร เทศบาลต่างๆ และเมืองพัทยา มีสิทธิ์จัดการศึกษาในระดับหนึ่ง หรือทุกระดับตามความเหมาะสม และตามความต้องการในท้องถิ่น 2.กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษา และประสานส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณ สำหรับในส่วนของการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน มีสาระสำคัญของการปฏิรูปคือ 1.เอกชนมีอิสระในการบริหารและการจัดการศึกษา แต่มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุฯภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับสถานศึกษาของรัฐ 2.สถานศึกษาเอกชน ที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ 3.สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับ และทุกประเภทการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด และถ้าจัดระดับปริญญา สามารถดำเนินการโดยอิสระ มีความคล่องตัวและมีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 4.รัฐให้การสนับสนุนด้านการเงินและลดหย่อนภาษี หรือการยกเว้นภาษี และสิทธิประโยชน์อื่น และส่งเสริมด้านวิชาการให้มีมาตรฐานและพึ่งตนเองได้ ในการปฏิรูปมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา แต่เดิมนั้นการศึกษาของไทยยังไม่มีระบบการประเมินมาตรฐานและการประกันคุณภาพ ดังนั้น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงมีการปฏิรูปมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งประเด็นสำคัญคือ การศึกษาทุกระดับต้องมีมาตรฐานและการรับรองมาตรฐาน ซึ่งสาระสำคัญคือ 1.มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับทั้งการประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอก 2.หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษามีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำรายงานประจำปี เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน และรองรับการประกันคุณภาพภายนอก 3.มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นองค์กรมหาชน ทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์วิธีการประเมินคุณภาพภายนอกและทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา และมีการประเมินคุณภาพภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้งทุกๆ 5 ปี 4.สถานศึกษาต้องให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินของ สมศ. 5.ถ้าสถานศึกษาใดไม่ผ่านการประเมิน สมศ.จะจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุงไปยังต้นสังกัด เพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไข และถ้าไม่ดำเนินการจะเสนอต่อ่ไปยังคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในระดับกระทรวง ในการปฏิรูปครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปคือ การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลาการทางการศึกษาอื่นๆ สาระสำคัญคือ 1.กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง 2.มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษามีฐานะเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพในการกำกับของกระทรวง 3.มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู 4.มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์เกื้อหนุนอื่นให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา 5.มีการผลิตและการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนามาตรฐาน และบรรยาบรรณของวิชาชีพและการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคล และ 6.มีการระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชนมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ดี การปฏิรูปด้านนี้ยังดำเนินไปได้น้อย และล่าช้ามมาก เนื่องจากการออกกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ในการปฏิรูปทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ประเด็นสำคัญคือ มีการระดมทรัพยากรทางการเงินทุกประเภทและทุกแหล่งมาใช้ในการจัดการศึกษา และสถานศึกษามีสิทธิ์ใช้เงินที่หามาได้เองเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา สาระสำคัญคือ 1.มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการศึกษา 2.สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลมีอำนาจในการปกครอง ดูแลบำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษาได้ 3.รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาพิเศษต่างๆ 4.รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาที่จัดโดยบุคลากรและองค์กรชุมชนอื่นๆ ในสังคม และ 5.มีระบบการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษา สำหรับการปฏิรูปเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีประเด็นสำคัญคือ มีการส่งเสริมและพัฒนาสื่อทางการศึกษาทุกรูปแบบ โดยมีสาระสำคัญคือ 1.รัฐจัดคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ในการจัดการศึกษาทั้ง 3 ระบบ 2.รัฐส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตแบบเรียน ตำรา หนังสือวิชาการสิ่งพิมพ์และอุปกรณ์ทางการศึกษา 3.มีการพัฒนาบุคลากรทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 4.ให้ผู้เรียนมีสิทธิ์ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอในการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองไปตลอดชีวิต 5.รัฐส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 6.มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ และ 7.มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่พิจารณานโยบาย แผนส่งเสริมและประสานการวิจัย การใช้ และการประเมินคุณภาพในการผลิตและใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา อย่างไรก็ดี การปฏิรูปในด้านนี้มีความก้าวหน้าน้อย ทั้งนี้อาจเนื่องจากการออกกฎหมาย และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านอื่นๆ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ สุนทร โคตรบรรเทา ผอ.หลักสูตรการศึกษาศาสตร์ การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: บ้านเมือง ฉบับที่ 14871 [หน้าที่ 13 ] ประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|