[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ผนึก30 “ส.ส-ส.ว.” ดันปฏิรูปการศึกษา

“วิวรรธนไชย” นำทีม กลุ่มส.ส.-ส.ว.วิชาชีพครูกว่า 30 คน ช่วยผลักดันปฏิรูปการศึกษา เตรียมเดินสายรับฟังความเห็นครูทั่วประเทศ ก่อนเสนอแนะแนวทางให้เสมา 1 นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิรูปการศึกษา ชี้ศธ.ใช้รัฐมนตรีสุดเปลือง รัฐบาลเดียวเปลี่ยนไปแล้ว 5 คน วอน “อดิศัย” เปิดกว้างฟังเสียงปชช. 

นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานกลุ่ม “ส.ส.-ส.ว.วิชาชีพครู” เปิดเผยว่า จากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนายอดิศัย โพธารามิก ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น บรรดา ส.ส. และส.ว.ที่เคยอยู่ในแวดวงการศึกษาและเป็นอดีตผู้นำครู ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30 กว่าคนนั้น ได้มีการประชุมหารือกันถึงเรื่องดังกล่าว และเห็นว่าแม้จะไม่มีใครสงสัยในความสามารถและความเหมาะสมของนายอดิศัย ในการรับตำแหน่งรมว.ศธ.แต่ก็ยังมีความเป้นห่วงว่านายอดิศัยอาจจะต้องเจองานหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาในกระทรวงศึกษาธิการนั้นมีความซับซ้อนและหมักหมมเป็นเวลานาน และเป็นกระทรวงที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด โดยนายอดิศัยนับเป็นคนที่ 5 ที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาฯในรัฐบาลชุดนี้ 

ซึ่งทางกลุ่มส.ส.-ส.ว.ที่เคยอยู่ในแวดวงการศึกษาและผู้นำองค์กรครู จึงมีความเห็นร่วมกันว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นเรื่องใหญ่เป็นปัยหาระดับชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาช่วยกันคิดและช่วยกันผลักดันให้ประสบความสำเร็จและในฐานะที่พวกเราเคยผ่านงานในวงการศึกษามาก่อนทั้งในฐานะนักการศึกษาและผู้นำองคืกรครู น่าจะได้นำประสบการณ์และความคิดของแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา จึงมีข้อสรุปร่วมกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มส.ว.-ส.ส.วิชาชีพครู” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความคิดประสบการณ์ทั้งในฐานะนักการเมืองและนักการศึกษามาร่วมผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษาก้าวหน้าไปด้วยดี นอกจากนี้เรายังพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ทำงานด้านการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งท่านเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งใหม่นั้นทำงานด้วยความสบายใจและมั่นใจว่า ถ้าหากท่านมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ พวกเราก็พร้อมที่จะหนุนช่วยให้คำปรึกษาและให้ความร่วมมืออย่างเตฺมที่เช่นเดียวกัน 

นายวิวรรธนไชย กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ส.ส.-ส.ว.วิชาชีพครูรวมกลุ่มกันออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพราะมีความเป็นห่วงในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาที่เดินหน้าไปได้ช้ามาก ที่ทำไปได้ก็แค่เรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรจาก 14 กรม มาเป็น 5 แท่ง กับแก้ไขกฎหมายบางฉบับเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือเรื่องหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน ก็ยังทำกันไปไม่ถึงไหน รูปธรรมที่สะท้อนความล้มเหลวในเรื่องนี้ก็คือผลคะแนนของนักเรียนทั่วประเทศของผลการสอบวัดความรู้ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาครั้งล่าสุดปรากฏว่าเด็กนักเรียนสอบาตกในวิชาหลักๆ เกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากแม้จะเปลี่ยนรัฐมนตรีมาหลายคน แต่ถ้ายังมีวิธีคิดวิธีการทำงานแบบเดิม ก็หวั่นว่าจะซ้ำรอยเดิมที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่รัฐมนตรีจะฟังแต่สิ่งที่ราชการในกระทรวงนำเสนอเท่านั้น 

ส.ส.พรรคไทยรักไทย กล่าวต่อว่า อีกด้านหนึ่งคือต้องการส่งสัญญาณให้ส่วนต่างๆ ของสังคมได้เข้ามารับผิดชอบร่วมกันช่วยกันผลักดันการปฏิรูปการศึกษา ไม่ควรปล่อยให้เป้นเรื่องของข้าราชการกระทรวงศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว รัฐมนตรีควรจะได้รับฟังแนวความคิดจากคนข้างนอกด้วย ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการกระทรวงศึกษาไม่มีความสามารถ จริงๆ แล้วกระทรวงศึกษามีคนดีคนเก่งอยู่มาก แต่วิธีคิดที่ยังยึดติดกับระบบราชการแบบเจ้าขุนมูลนายมากเกินไป รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคและเป็นตัวขัดขวางการปฏิรูปการศึกษา และทำให้คนดีคนเก่งของกระทรวงไม่มีโอกาสแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ จึงอยากฝากให้รมว.ศึกษาฯ เปิดใจให้กว้างที่สุดรับฟังความคิดเห็นและดึงส่วนต่างๆ ของสังคมไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชน หรือองค์กรครูต่างๆ เข้ามาช่วยกันให้มากที่สุดเราไม่ต้องการเห็นรัฐมนตรีทำงานล้มเหลวและต้องมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาต้องสะดุดไม่คืบหน้าไปไหน และในที่สุดก็จะเป็นผลเสียต่อการศึกษาของประเทศชาติทั้งหมด 

สำหรับกิจกรรมแรกที่กลุ่มส.ว.-ส.ส.วิชาชีพครูจะดำเนินการก็คือ จะมีการยื่นจดหมายแสดงจุดยืนและข้อเสนอของกลุ่มต่อการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาต่อนายอดิศัย และหลังจากนั้นจะจัดเดินสายเปิดเวทีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาและองคืกรภาคประชาชนทั่วประเทศได้สะท้อนปัยหาและเสนอความคิดเห็นต่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะได้สรุปรวบรวมเป็นข้อเสนอต่อรมว.ศึกษาฯ ต่อไป โดยจะเริ่มจัดประมาณปลายเดือนพ.ย.นี้ อย่างไรก็ตามประธานกลุ่มส.ว.-ส.ส.วิชาชีพครู ยืนยันว่า กลุ่มที่ตั้งมาไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลับหูหลับตาสนับสนุนนายอดิศัยเป็นการส่วนตัว แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเสนอแนะและผลักดันการปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นปัญหาสำคัยของชาติ หากนายอดิศัยทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่โปร่งใส สมาชิดกลุ่มฯซึ่งมีทั้งส.ว.-ส.ส.ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบาและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐมนตรีเช่นกัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มส.ว.-ส.ส.วิชาชีพครู ที่ตั้งขึ้นนั้น มีสมาชิกประกอบไปด้วยส.ส.และส.ว.ที่เคยอยู่ในสายงานการศึกษาและอดีตผู้นำองคืกร่ครูประมาณ 30 กว่าคน อาทิ นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย อดีตประธานชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นางลลิตา ฤทษ์สำราญ ส.ส.กทม. พรรคไทรักไทย นายสมควร จิตแสง ส.ว.ขอนแก่น นายคำพันธ์ ป้องปาน ส.ว.อุดรธานี นายปริญญา กรวยทอง ส.ว.สุรินทร์ นายสม ต๊ะยศ ส.ว.น่าน เป็นต้น โดยมีนายวิวรรธนไชยเป็นประธาน 

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยผลการสอบเอ็นทรานซ์ของนักเรียนจากทั่วประเทศว่าสอบตกมากถึง 90% ว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้มีความพยายามที่จะโยนความผิดไปให้ระบบการศึกษา โยนความผิดไปให้เด็กนักเรียนว่าไม่สนใจเรียน ความจริงเรื่องนี้ไม่สามารถโยนความผิดให้เด็กนักเรียนหรือครูได้ นายกฯบอกว่าปัญหาเรื่องนี้เนื่องจากครูไม่เปลี่ยนแปลงการสอน นักเรียนไม่สนใจเรียน เป็นเหตุผลที่นายกฯหยิบขึ้นมาอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กสอบตกกราวรูด เรื่องนี้ถือว่าเป็นปลายเหตุ เพราะต้นเหตุจริงๆ ของเรื่องนี้คือรัฐบาลละเลยการแก้ไขปัญหาการศึกษามาตั้งแต่ต้น และกระทรวงศึกษาฯ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีมาแล้ว 5-6 คน ถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นๆ 

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้งที่เกิดขึ้นถือให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของชาติ หลีกเลี่ยงการปฏิรูปการศึกษา ทั้งๆ ที่การปฏิรูปการศึกษาเป็นการระดมความคิดของคนที่มีความรู้ทั้งชาติ การปฏิรูปการศึกษาถือเป็นแนวทางที่ต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนๆ แต่รัฐบาลนี้ไม่เคยสนใจเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำยังพยายามหลีกเลี่ยงการขึ้นเงินเดือนให้กับครู ขอเรียนว่านโยบายการศึกษาของรัฐบาลชุดนี้เป็นไปอย่างขาดตกบกพร่อง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาเลย ทั้งๆ ที่การศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่รัฐบาลนี้กลับไปมุ่งสนใจเรื่องเศรษฐกิจ มุ่งที่จีดีพีของประเทศเป็นหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวเลขที่แสดงความมั่นคงที่หยั่งยืน แต่เป็นตัวเลขที่เป็นภาพลวงตามากกว่า 

นายองอาจกล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤต 4 ด้าน 1.วิกฤตทางการเมือง ที่สภาปัจจุบันเปรียบเหมือนเป็ดง่อย ทั้งๆ ที่เป็นสภาเสียงข้างมาก เรื่องนี้เป็นเพราะนายกฯและรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง 2.วิกฤตการศึกษา มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านนี้บ่อย ไม่มีการปฏิรูปการศึกษา ไม่มีการขึ้นเงินเดือนให้กับครูอาจารย์ ตามวิทยาฐานะที่แท้จริง 3.วิกฤตด้านสังคม การปล้นตามสะพานลอยมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ปัญหาอาชญากรรมมีมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการก่ออาชญากรรมที่มีมากขึ้นทุกปี โดยระหว่างปี 45-46 เพิ่มขึ้นถึงปีละ 30% ปัญหาด้านสังคมไม่ได้รับการแก้ไข 4.วิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างความเจริญเติบโตให้กับบ้านเมือง ซึ่งสังคมเมืองและชนบทมีความใกล้เคียงกัน คือคนในเมืองก็จะแสวงหาความรำรวยจากการเล่นหุ้น ส่วนระดับรากหญ้าก็จะเล่นหวย สภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน จึงกายเป็น เล่นหุ้นจนรวย และเล่นหวยร่าเริงเปิดเผยกันทุกระดับ ตรงนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับการศึกษา 

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยอมรับความจริงและหันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง การสร้างภาพด้วยการไปสอนคณิตศาสตร์ อย่างเดียวคงไม่พอ การสร้างภาพด้วยการเอาเงินขายหวยไปช่วยการศึกษาชั่วครั้งชั่วคราวคงไม่เพียงพอ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่มั่นคงและหยั่งยืนมากกว่าการสร้างเศรษฐกิจกลวง รวมทั้งอยากให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาทางสังคมที่ระบาดอยู่ทุกระดับ ทั้งในเมืองและสังคมชนบท 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: สยามรัฐ ฉบับที่ 18466 [หน้าที่ 1,13 ] ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง