|
|
| ศูนย์นิติฯ มธ. เตรียมดึง “ป๋าเหนาะ-ประมวล-ชูวิทย์” ถลกกำพืด “แม้ว” วันศุกร์แห่งชาติ รอบสุดท้าย เวทีศาลไต่สวน คดี “ทักษิณ” รอบ 3 ชี้ ลุอำนาจบริหารประเทศมิชอบ ผลประโยชน์ทับซ้อน แก้กฎหมายฮิตเลอร์ติดหนวด แขวะระบบทักษิณ ทำธุรกิจสัมปทานรัฐ สอนลูกยึดตำราบูรณาโกง “กำไรอุ้ม ขาดทุนโยนขี้ รัฐ - ปชช.” รับกรรมแทน
วันนี้ (8 มี.ค.) ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการตั้งศาลจำลอง ไต่สวนมูลฟ้อง ครั้งที่ 3 ขึ้นที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนายเสงี่ยม บุญจันทน์ นายทะเบียน รองเลขาธิการ และรองโฆษกสภาทนายความ และนายขวัญชัย โชติพันธุ์ รองประธานกรรมการสิ่งแวดล้อม ดำเนินการผู้พิพากษา นายดนัย อนันติโย อุปนายกกิจการพิเศษ สภาทนายความดำเนินการทนายโจทย์ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นพยานโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดำเนินการพยานผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1 รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญคนที่ 2 ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผอ.สถาบันสหัสวรรษ เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญคนที่ 3 ท่ามกลางผู้สนใจเข้าร่วมฟังกว่า 100 คน ต่อประเด็น “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้อำนาจโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องจริงหรือ?” ในขณะที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะบุกทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 14 มีนาคม เพื่อกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และให้เว้นวรรคทางการเมือง โดย นพ.นิรันดน์ พยานโจทย์ขึ้นเบิกความ ว่า นายกฯ มีการกระทำเชิงนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ตามมาตรา 209 และโยงกับมาตรา 216 อนุ 6 ในรัฐธรรมนูญ ที่สิ้นสุดนายกฯ ลง สว. 21 คนก็พยายามจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนาจไต่สวน ตามมาตรา 265 เพื่อพิจารณาการสิ้นสุดการเป็นนายกฯ 2.พฤติกรรมการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้นำ ตามมาตรา303 ทุจริตต่อหน้าที่ในเรื่องของจริยธรรมของผู้นำ ที่จะเข้าสู่มาตรา 303 และ มาตรา 304 ประเด็นการซุกหุ้นชิน มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ในภาค 2 -3 ที่ขัดมาตรา 295 ที่เป็นนายกฯ ไม่รักษากฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการทำลายและฉีกรัฐธรรมนูญ ให้ต่างชาติถือหุ้น 49% แม้กระทั้ง กทช.ตามมาตรา 54 ที่ระบุว่า การทำสัญญากับต่างประเทศ สาระสำคัญจะต้องผ่าน กทช.ภายใน 30 วัน แต่จนกระทั่งบัดนี้ กทช.ก็ยังไม่พิจารณาสัญญาดังกล่าว ที่จะทำกฎหมายกิจการ ซึ่งถือว่า นายกฯละเมิด พ.ร.บ. กทช.รวมทั้งสัญญาดาวเทียม การเปลี่ยนแปลงสิทธิ การจะได้รับซื้อขายหุ้น ก็จะต้องพิจารณา นพ.นิรันดร์ ให้การในศาลจำลองอีกว่า นายกรัฐมนตรีมีหมวก 2 ใบ จึงทำให้ง่ายต่อการเอื้ออำนาจให้เกิดประโยชน์แก่ครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ จนสร้างประโยชน์ให้หลายหมื่นล้าน เช่น พ.ร.ก.จัดเก็บภาษีสรรพสามิต เป็นต้น เวลา 5 ปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศทำให้เราเห็นชัดเจนจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็ก ยิ่งเห็นชัดว่า คนๆ นี้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองมากน้อยเท่าใด และการขายหุ้นนั้นก็ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ด้าน ดร.สมเกียรติ ขึ้นให้การว่า ธุรกิจของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ เช่น คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือเอไอเอส ที่จะครบอายุสัญญาในปี 2558 สัมปทานชิน แซทเทิลไลท์ และไอทีวี ที่จะครบอายุสัญญาในปี 2568 และนายกรัฐมนตรีก็มักจะอ้างอยู่เสมอว่าธุรกิจดังกล่าวยังอยู่ในประเทศไทย และคนไทยยังบริหารอยู่ ซึ่งการอ้างเช่นนั้นก็จริง แต่ถ้านายกรัฐมนตรีอยู่บ้านแต่ยกบ้านให้คนอื่น ก็น่าจะยกให้กับคนไทยแทนที่จะยกบ้านให้กับคนต่างชาติ ต้องถามว่า ที่นายกฯ เคยพูดว่าครอบครัวตัวเองเสียภาษีเยอะมากกับประเทศชาติ แต่ในทางกลับกันนายกฯ ไม่เคยบอกว่าครอบครัวตัวเองเลี่ยงภาษีมากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้ หากนักธุรกิจการเมืองได้พูดถึงความรักชาติเป็นผลประโยชน์ของประชาชนอยากให้ทุกคนพึงระมัดระวัง และจับกระเป๋าสตางค์ของตัวเองไว้ให้ดีๆ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้มติ ครม.โดยเฉพาะพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิต ที่ออกเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจคลื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยให้จ่ายภาษีเพียง 10% และยังสามารถที่จะเบิกกลับคืนได้อีก แทนที่จะจ่าย 25% เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจอื่น อย่างไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นตนกำลังทำการวิจัยอยู่และจะทำการเปิดเผยเพื่อนำเสนอต่อไป ดร.สมเกียรติ ยังให้การในประเด็นที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีมติ ครม.เอื้อประโยชน์โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ 4,000 ล้านบาท จากเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลพม่า โดยมีดอกเบี้ยเพียง 3% ถือว่าเป็นดอกเบี้ยที่ถูกมากเมื่อเทียบกับเรตติ้งเครดิตที่รัฐบาลพม่าควรจะได้รับ เพราะพม่ามีเครดิตที่ต่ำมากหากไปกู้จากประเทศอื่นๆ โดยทางรัฐบาลพม่า ยังนำเงินดังกล่าวเข้าไปว่าจ้างบริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ เจ้าของไอพีสตาร์ของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาจัดสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ทางไกลชนบท ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการทับซ้อนที่ชัดเจน และเปรียบเสมือนการกระจายรายได้จากเอ็กซิมแบงก์ ข้ามถนนพหลโยธินไปยังตึกชินฯ 2 เท่านั้น แต่ปัจจุบันก็ยังเงียบ หากไม่ได้คืนท้ายที่สุดเงินเหล่านั้นก็จะเป็นภาษีของประชาชนที่จ่ายให้กับรัฐ ดร.สมเกียรติ ยังระบุถึงการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจชินแซทฯ เจ้าของไอพีสตาร์ ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ว่า เป็นการประคบประหงมที่ชัดเจน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีตำแหน่งประธานบีโอไอโดยตำแหน่ง ทำให้มติของบีโอไอ ที่ระบุว่า หากบริษัทมีกำไรก็ไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเอื้อให้มีการโยกเงินไปยังผู้ถือหุ้น นอกจากนั้น บีโอไอก็ยังมีแผนที่จะส่งเสริมการลงทุนให้กับดาวเทียมโดยใช้กรณีนี้ในอนาคตด้วย นอกจากนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยให้กับสาธารณชนทราบด้วย ทั้งนี้ ดร.สมเกียรติ ยังเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลในเรื่อง สัมปทานโทรศัพท์ 3 จี , โครงการที่การท่าเรือฯ มีการนำแปลนไปเปิดเผยให้กับเทมาเส็ก ทราบก่อน เป็นต้น ดร.สมเกียติ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดของนายกฯ เป็นการทำธุรกิจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการวางแผนทางกฎหมายเหมือนการวางแผนภาษี แต่ภาษาชาวบ้าน ก็คือ การปล้นแบบพิสดาร “ที่ผ่านมา มีหนังสือคนรวยสอนลูก แต่ปัจจุบันจะกลายเป็นพ่อเลวสอนลูกเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ว่า ถ้าธุรกิจไหนได้กำไรให้ทำการขอลดภาษี หากขาดทุนให้ขอรับการสนับสนุนจากบีโอไอ ถ้ายังไม่เพียงพอก็ให้แก้ไขสัญญา เช่น ธุรกิจสัมปทาน นอกจากนั้น กิจการที่มีกำไรขอให้เก็บไว้ ถ้ากำไรตกให้ผลักภาระ หรือส่งคืนให้รัฐ เป็นผู้รับผิดชอบ หากทำได้ให้ยกเลิกสัญญาหรือทำการแก้ไขสัมปทานใหม่” ดร.สมเกียรติ กล่าว ขณะที่ ดร.วุฒิพงษ์ ให้การว่า หากมีการขายหุ้น กฟผ.จริง ในราคาหุ้นละ 26 บาท และหากมีการปล่อยในตลาดก็จะมีกระบวนการสร้างข่าวเพื่อให้ราคาตก เพื่อที่นักลงทุนจะเข้าช้อนซื้อได้ เช่นเดียวกับกระบวนการขายหุ้น ปตท.ซึ่งคาดว่าหากมีการขายจริง จะมีกำไรถึง 1.88 ล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณของประเทศไทยที่มีเพียง 1.36 ล้านบาท จึงถือเป็นการโยกทรัพย์จากกระเป๋าคนไทยเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างชัดเจนที่สุด และต่อไปหุ้น กฟผ.ก็จะตกไปอยู่ในมือสิงคโปร์เหมือนกัน ปตท.ที่มีกองทุนของสิงคโปร์มากว่า 2 กองทุนที่เข้ามาช้อนซื้อ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังจะทำการตั้งศาลจำลองไต่สวนมูลฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในประเด็น “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โกงบูรณาการ (โกงเพื่อมีอำนาจ และโกงเมื่อมีอำนาจ) จริงหรือ? ในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2549 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ โดยมีพยานปากเอก ประกอบด้วย นายเสนาะ เทียนทอง อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย นายประมวล รุจนเสรี อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายปาน พึ่งสุจริต รองหัวหน้าพรรคมหาชน และ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานนโยบายและแผน อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2549 18:47 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|