|
|
| ไม่ว่าแนวคิด ทฤษฎีหรือวิทยาการการบริหารจัดการอะไรเกิดขึ้นใหม่ คนไทยมักจะไม่ตกยุค ใครพูดถึงเรื่องอะไรคนไทยรู้หมด แต่พอถามว่าแล้วองค์กรของคุณนำไปใช้หรือยัง คำตอบที่คนส่วนใหญ่ตอบคือ “ยัง” ถ้าจะถามต่อว่าทำไมไม่ใช้ “มันไม่เหมาะกับองค์กรของเรา” “เรายังไม่พร้อม” “รอเครื่องมือที่ใหม่กว่านี้” หรือที่หนักกว่านั้นก็คือว่า “รู้สึกว่ากระแสของเครื่องมือการบริหารเรื่องนี้เริ่มซาแล้ว” คนที่ได้ฟังคำตอบ (โดยเฉพาะคนประเทศอื่น) นี้แล้วเกิดอาการ “งง” เพราะคำตอบทั้งหมดมันไม่ใช่เหตุผล แต่มันเป็นข้ออ้าง(เพื่อให้ดูดีในสายตาของผู้ฟัง)เสียมากกว่า
เหตุผลที่คนไทยชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ต้องการรู้และนำมาใช้จริงๆหรอก แต่ต้องการเป็นคนทันสมัยไม่ตกยุค ใครพูดถึงเรื่องอะไรก็คุยกับเขาได้โดยไม่อาย บางคนก็เก็บไว้เป็นเครื่องมือในการคุยโม้โอ้อวดเพื่อนๆ บางคนก็เอาไว้ประดับองค์กร เวลาใครไปใครมาก็จะบอกได้ว่าองค์กรเราเคยอบรมเรื่องนั้นเรื่องนี้กันแล้ว ยิ่งว่าจ้างวิทยากรดังๆค่าตัวแพงๆที่มาจากต่างประเทศ หรือเป็นเจ้าทฤษฎีหรือต้นตำรับมาบรรยายให้ด้วยแล้ว ยิ่งคุยโม้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ (แค่นำไปคุยได้ก็คุ้มแล้ว) เวลาเราจัดเก็บของในบ้านเพื่อสะสางเอาของบางอย่างทิ้งไปบ้าง นิสัยหนึ่งที่คนไทยเรามีเหมือนๆกันคือ สุดท้ายเมื่อจัดของใช้ในบ้านทั้งหมดแล้ว ของทุกชิ้นยังอยู่เหมือนเดิม มีน้อยมากที่ทิ้งหรือนำไปบริจาค เพราะเวลาจะทิ้งหรือบริจาคของชิ้นไหนก็รู้สึกว่าน่าจะเก็บไว้ เพราะรู้สึกเสียดาย รู้สึกว่าน่าจะต้องใช้มันอีก(แต่ไม่ว่ารู้ชาตินี้หรือชาติหน้า) รู้สึกว่าเป็นอดีตที่เราผูกพันกับมัน รู้สึกว่า.... และอีกหลายความรู้สึกที่ทิ้งของเก่าไม่ได้เลย และหลายครั้งที่คำว่า “รู้สึกว่า” ไม่มีเหตุผลรองรับการตัดสินใจ คิดเอาเองรู้สึกเอาเอง (ความรู้สึกเหนือเหตุผล) เช่นเดียวกันกับการเรียนรู้เครื่องมือการบริหารจัดการสมัยใหม่ขององค์กรแบบไทยๆ ตอนเรียนหรือเข้าอบรมก็รู้สึกดีมาก น่าจะนำมาใช้กับองค์กรของเรา แต่พอจะลงมือนำมาใช้จริงๆก็คิดมาก มักจะใช้ความรู้สึกเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไปจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าของใหม่มีความเสี่ยงกว่าระบบเก่าที่ใช้กันอยู่มานานนับสิบปี อย่าเพิ่งไปเปลี่ยนมันเลยก็แล้วกัน เพราะรู้สึกว่าทุกคนในองค์กรคุ้นเคยกับมัน ทุกคนยอมรับข้อเสียและข้อจัดของระบบเก่าอยู่แล้ว ถ้านำระบบใหม่ๆเข้ามาใช้อาจจะทำให้องค์กรปั่นป่วน คนต่อต้าน ฯลฯ (คิดเองและรู้สึกเอาเอง และคิดถึงแต่ปัญหาในอนาคตมากว่าปัญหาที่เป็นอยู่ และคิดถึงข้อดีของระบบเก่ามากกว่าข้อดีของระบบใหม่) ยิ่งระบบไหนต้องว่าจ้างคนนอกมาเป็นที่ปรึกษาวางระบบให้มักจะเลิกคิดที่จะนำมาใช้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น (เพราะกลัวเสียตังค์) คนสูงอายุส่วนใหญ่มีนิสัยยึดติดกับของเก่า วิทยุ ทีวี วิดีโอ หรือเครื่องใช้อะไรก็ตามที่เคยใช้รุ่นเก่าๆ มา นาน ถึงแม้ลูกหลานจะซื้อรุ่นใหม่ๆมาให้(ซึ่งระบบมักจะดีกว่าแต่การใช้งานก็ซับซ้อนกว่า) คนสูงอายุบางคนก็พยายามลองใช้ของใหม่ แต่พอใช้แล้วรู้สึกว่าของเก่ามันดีกว่า(จริงๆแล้วรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า) ใช้ของใหม่ไปสักพักก็หันกลับไปใช้ของเก่าเพราะรู้สึกว่าคุ้นเคยกว่า บางครั้งที่กลับไปใช้ของเก่า เพราะตัวเองรู้สึกว่าเก่งไม่น้อยไปกว่าลูกหลานเพราะเป็นเครื่องใช้ยุคเดียวกับตัวเอง แต่พอมาใช้ของใหม่ความมั่นใจของตัวเองลดลงเพราะบางครั้งสู้เด็กอนุบาลไม่ได้ จึงไม่อยากเสียความรู้สึกที่เคยมีมา ดังนั้น องค์กรหลายองค์กรในบ้านเราทำตัวเหมือนคนแก่ ทั้งๆที่อายุองค์กรก็เพิ่งตั้งมาไม่นาน แถมบริหารอายุก็ยังไม่เยอะ แต่ยึดติดกับระบบการบริหารงานแบบเก่าๆ เพราะคุ้นเคย(ทั้งผู้บริหารและพนักงาน) และตราบใดก็ตามที่องค์กรยังไม่เปลี่ยนเมื่อมีระบบใหม่กว่าเข้ามา รับรองว่าต่อไปถ้าระบบยิ่งใหม่กว่าขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ระบบที่เรามีอยู่มีช่องว่างมากยิ่งขึ้น พอจำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้เปลี่ยนถึงตอนนั้นอาจจะต้องเจ็บปวดกับการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่จะเปลี่ยนในตอนนี้ก็ได้ เหมือนกับการที่เรานั่งเรือข้ามฟาก พอเรือเทียบท่าแล้ว ระหว่างพื้นของท่ากับเรือก็จะมีช่องว่างอยู่บ้าง ถ้าเรามัวแต่ลังเลๆอยู่แป๊บเดียว ช่องว่างนั้นก็จะห่างขึ้น จนไม่กล้าที่จะกระโดดข้าม ต้องรอให้คนขับเรือเทียบท่าอีกครั้ง เพราะบางครั้งเรือลำเล็กๆไม่สามารถเทียบท่าได้สนิทกับพื้นของท่าเรือได้เลยยิ่งอยู่ในทะเลด้วยแล้วยิ่งมีคลื่นมากระทบกระแทกอยู่ตลอดเวลา เราจำเป็นต้องหาจังหวะกระโดดในเวลาที่เหมาะสมเช่นเดียวกับการที่องค์กรต้องหาจังหวะเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารงานใหม่ๆ อย่ารีรอจนกลายเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นมาจากเรือ เพราะคนที่ขึ้นมาก่อนเขาไปถึงไหนต่อไหนก็แล้ว เพื่อให้องค์กรของเราก้าวทัน(ไม่ต้องถึงกับการก้าวนำผู้อื่นหรอก) ผู้บริหารองค์กรต่างๆคงจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเรียนรู้และการนำความรู้มาใช้งานเสียใหม่ ซึ่งจะขอแนะนำแนวทางดังต่อไปนี้ - อย่าตกใจกับวิทยาการสมัยใหม่ ต้องคิดว่าในโลกนี้ไม่มีหลักการอะไรใหม่แท้จริง มีแต่รูปแบบและเครื่องมือใหม่เท่านั้น ไม่ว่าระบบนั้นจะใหม่เพียงใดก็ตามมันก็ต้องมีบางอย่างของระบบนั้นๆที่เราทำกันหรือใช้กันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเท่านั้น อย่าโปรโมทกันเสียจนคนทั้งองค์กรรู้สึกกลัวเรื่องใหม่ๆ ยิ่งองค์กรใหญ่ๆทันสมัยนำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาใช้ก่อน ยิ่งทำให้องค์กรเล็กๆรู้สึกว่าเรายังไม่พร้อมเหมือนองค์กรใหญ่ๆแน่ๆ หลายครั้งที่ผู้บริหารบางองค์กรด่วนตัดสินใจว่าองค์กรตัวเองยังไม่พร้อม ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ฟังเพียงแค่ชื่อศัพท์ภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนก็คิดไปเองว่าเรายังไม่พร้อม ทั้งๆที่เรื่องใหม่บางเรื่องเป็นเพียงสินค้าเดิมในกล่องใหม่ซึ่งอาจจะมีส่วนผสมอะไรใหม่ๆเข้ามาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เหมือนสบู่ยาสีฟันไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อยี่ห้อ บรรจุภัณฑ์หรือผสมสารใหม่ๆอะไรลงไปมันก็ยังเป็นสบู่ยาสีฟันอยู่ดี - เลือกใช้ อย่าเลือกที่จะไม่ใช้ ทุกเครื่องมือการบริหารจัดการสมัยใหม่ ต้องมีบางสิ่งบางอย่างดีกว่าระบบเก่าแน่ๆ เพราะถ้าไม่มีอะไรดีกว่าคงไม่มีใครนำออกมาเผยแพร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าถึงขั้นเห่อตามกระแสมากจนเกินไป จงเรียนรู้และเลือกใช้เฉพาะส่วนที่ดีและเหมาะสมกับองค์กรของเราก่อน ไม่จำเป็นว่าถ้าจะใช้ต้องใช้อย่างเต็มรูปแบบเสมอไป (แต่คนขายส่วนใหญ่มักจะยัดเยียดให้เราซื้อทั้งแพ็คเกจ) บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อระบบของใหม่ให้เหมือนกับชื่อยี่ห้อของเครื่องมือการจัดการนั้นๆ เราเพียงแค่นำจุดเด่นของระบบนั้นที่สามารถมาช่วยแก้จุดอ่อนของระบบเก่าเราได้ก็พอแล้ว ส่วนชื่อเรียกระบบไม่ใช่สาระสำคัญ เราจะเรียกแบบเก่าก็ได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นมีแนวคิดของระบบใหม่อยู่ด้วยก็ได้ไม่มีใครว่าอะไร (อย่ายึดติดกับยี่ห้อ แต่สนใจที่อรรถประโยชน์มากกว่า) - รู้จริงจึงค่อยใช้ บางองค์กรอยากเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อะไรมาใหม่ผู้บริหารหัวก้าวกระโดด(ไม่ใช่แค่ก้าวหน้า) มักจะรีบนำมาใช้ในองค์กรทันที ทั้งๆที่ตัวผู้บริหารเองและคนทำงานยังมึนๆงงๆอยู่กับเรื่องนั้นๆ ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันคืออะไร จะมีประโยชน์อย่างไร และจะนำมาใช้ได้อย่างไร ทำให้ต้องเสียเงินเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะได้แค่เพียงรูปแบบ แต่ขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น ก่อนที่จะนำเอาระบบใหม่ๆอะไรเข้ามาใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้ก่อน สุดท้ายนี้ อยากจะให้คนไทยยังคงมีนิสัยชอบเรียนรู้ของใหม่ไว้เหมือนเดิม แต่อยากให้เพิ่มนิสัยการเรียนแล้วใช้เข้าไปด้วย นอกจากนี้ อยากให้ผู้บริหารองค์กรต่างๆ คิดและตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุและผลให้มากกว่าความรู้สึก และอย่ากลัว(ปัญหาระยะสั้น)ในการนำเอาระบบใหม่ๆมาใช้ในการบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น(ในระยะยาว) |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: www.hrcenter.co.th |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|