[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : ดวลศิลปะ “เขียน-วาด-ร้อง” หยุดสมองซีกซ้ายด้อยพัฒนา

        ในแวดวงศิลปะพื้นที่ในการแข่งขันความสามารถการแสดงออกในระดับประเทศ เรียกว่าแทบจะหาไม่ได้เลย ยิ่งหากเปรียบเทียบกับการแข่งขันทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะคณิตศาสตร์ มีความต่างกันอยู่อย่างชัดเจน จึงไม่แปลกที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศสมองซีกซ้ายจะขาดการพัฒนา
     
        ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า สศร. ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้พยายามส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนที่มีใจรักศิลปะมาโดยตลอด เพื่อให้พวกเขาได้รับความรู้ เทคนิคการทำงานศิลปะอย่างถูกต้องตามศักยภาพและความถนัดของตัวเอง
     
      ทั้งนี้ ล่าสุด สศร.ได้จัดโครงการขึ้นมา 2 โครงการ คือ ''โครงการส่งเสริมศิลปินรุ่นเยาว์” และ “โครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย” โดยโครงการแรกจะเป็นการจัดประกวดผลงานศิลปะใน 3 สาขา คือ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และคีตศิลป์ แบ่งการประกวดออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ซึ่งมีเยาวชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการประมาณ 800 คน
     
      “เราไม่เน้นผลแพ้-ชนะ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับเยาวชน ที่สำคัญควรให้เวลาในการฝึกฝนมากๆ ก็จะเป็นใบเบิกทางไปสู่โอกาสที่ดีของเยาวชนรุ่นใหม่ การสร้างบุคลากรเหล่านี้เป็นมรดกร่วมสมัยของชาติและสามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลได้ในอนาคตอย่างแน่นอน เราควรเอาวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ เป็นกลยุทธ์สำคัญที่พัฒนาประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาสมองซีกซ้ายของเยาวชน ประชาชน ซึ่งขาดอยู่มากในปัจจุบัน”
     
      ส่วนโครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้น จะมีการนำเยาวชนอายุระหว่าง 17-22 ปี ซึ่งมีความสนใจและมีทักษะพื้นฐานในด้านทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ คีตศิลป์ เข้าค่ายร่วมกัน เป็นพื้นที่ให้เยาวชนได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างเยาวชนต้นแบบด้านศิลปะทั้ง 3 สาขา พร้อมทั้งเพิ่มพูนศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานตามถนัด
     
      สำหรับการแข่งขันในแต่ละสาขานั้น สาขาทัศนศิลป์ซึ่งในปีนี้เน้นสร้างสรรค์ผลงานด้านจิตกรรม อาจารย์ธงชัย รักปทุม ศิลปินอิสระหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินการประกวด บอกว่า การสร้างเยาวชนเป็นนักศิลปะที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก สำคัญที่สุดต้องมีใจรักศิลปะ พรสวรรค์สามารถสร้างหาได้ด้วยการแสวงหาหมั่นเพียรฝึกฝน ทุกคนสร้างงานได้หมด แต่เราไม่คุ้นเคย ถูกกดมาโดยตลอด หากอยากเริ่มต้นวาดรูปอาจหัดระบายสีเล่นไปก่อน สนใจดูงานศิลปะ โดยไม่จำเป็นต้องไปเดินหอศิลป์ฯ ทุกอย่างมองเป็นศิลปะได้ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ภาพในหนังสือแมกกาซีนต่างๆ เมื่อเราศึกษาดูรูปด้วยตนเองแล้วก็เอาอิทธิพลแบบอย่างมาใช้ได้ แต่ไม่ใช่ลอกเขามาทั้งดุ้น อย่าเป็นนักลอกให้ผสมผสานแนวคิดของตัวเอง แล้วค่อยๆ ปรับให้เป็นแนวของเราเอง

      อดีตอาชีพวาดรูปมักถูกมองว่าไส้แห้ง อดอยากแต่เดี๋ยวนี้แห่กันมาเรียนวาดรูปกันมาก เพราะนอกจากเป็นอาชีพได้แล้วยังทำให้แลดูเป็นคนที่มีเสน่ห์อีกด้วย ส่วนการพิจารณาตัดสินก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น การแสดงออกของผลงานตรงตามหัวข้อหรือไม่ ความคิดสร้างสรรค์ องค์ประกอบศิลป์ เทคนิคการใช้สี ความสามารถเชิงศิลปะ
     
      อาจารย์สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินการประกวด บอกว่า สำหรับสาขาคีตศิลป์ ปีนี้จะเน้นการสร้างดนตรีจากเครื่องดนตรีแบบผสมผสานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยรวมกลุ่มกันระหว่าง 3- 7 คน สามารถเลือกใช้เครื่องดนตรีได้ทุกชนิด เพลงที่ใช้ประกวดมี 3 เพลงเป็น เพลงพระราชนิพนธ์ 1 เพลง เพลงไทยจะเป็นเพลงไทยสากล ไทยโบราณ หรือไทยลูกทุ่ง 1 เพลงและเพลงที่แต่งเองใหม่ทั้งคำร้อง ทำนอง ซึ่งหากตั้งใจฝึกมามากกว่าคนอื่นยิ่งมีโอกาสมาก
     
      สุดท้ายสาขาวรรณศิลป์ ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียน นักวิจารณ์ชื่อดังอีกหนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินการประกวด เผยว่าในปีนี้เน้นเฉพาะเรื่องสั้น ซึ่งการประกวดเรื่องสั้นในครั้งนี้นับเป็นก้าวใหม่ เนื่องจากมีการกำหนดระยะเวลาในการเขียนเรื่องสั้นภายในเวลา 3 ชม.ซึ่งการเขียนเรื่องนั้นมีความยาวไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ A4 เรียกได้ว่ายิ่งสั้นยิ่งยาก ทั้งการจัดระเบียบภาษา แต่จะยังไม่มีการบอกหัวข้อของเรื่องสั้น
     
      ที่สำคัญการแข่งขันลักษณะนี้จะช่วยแก้ปัญหาเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ที่มักไม่มีสมาธิในการเขียนหนังสือ ใจร้อน แต่อยากจะดังเร็ว ซึ่งการใช้เวลา 3 ชั่วโมงจะทำให้เด็กได้คิดเองทั้งหมด
     
      “เด็กจะต้องรู้จักเรื่องสั้นมาก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร และแต่งตามหัวข้อที่กำหนด ซึ่งเด็กจะไม่มีทางเขียนได้ถ้าไม่มีการฝึกฝนการใช้ภาษาและสำนวนมาก่อน ทำให้คนที่เขียนฝึกฝนเป็นประจำมีข้อได้เปรียบ ทั้งกลวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งการอ่านและการเขียนบ่อยๆ เป็นสิ่งจำเป็นเมื่ออ่านมากก็จะเห็นวิธีการที่คนอื่นเขียน สิ่งสำคัญคือความสามารถในการถ่ายทอดความเข้าใจชีวิตของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติแล้วตีความหัวข้อเรื่องให้แตก”
     
      ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัด หรือ เว็บไซต์ www.ocac.go.th โทร. 0-2628-8818-9 หรือ 0-2422-8825





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2549 09:18 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง