|
|
| กระทรวงศึกษาธิการ จับมือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมการขนส่งทางบก ร่วมกันสร้างระบบรับ–ส่งนักเรียนอย่างปลอดภัย โดย ศธ.จะเร่งสำรวจความต้องการรถรับ–ส่งนักเรียน ให้กรมการขนส่งทางบก จัดหารถที่จดทะเบียนถูกต้องมาดำเนินการ ขณะที่กรมป้องกันฯ เตรียมเสนอตั้งคณะอนุกรรมการดูแลความปลอดภัย รถรับ–ส่งนักเรียน เผย ตัวเลขนักเรียนโดยสารรถประจำทางไปโรงเรียนปลอดภัยกว่าเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ถึง 400 เท่า
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายอนุชา โมกขเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกันแถลงผลการหารือมาตรการรถรับ–ส่งนักเรียน โดยระบุว่าจะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากต่างคนต่างทำงานกัน โดยคุณหญิงกษมา กล่าวว่า ในส่วนของรถรับ–ส่งนักเรียนที่ยังมีไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านนี้ รับนักเรียนแน่นจนต้องห้อยโหน ศธ.จะจัดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ได้หารือร่วมกันในจังหวัด เพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการ เพื่อที่กรมการขนส่งทางบกจะจัดรถมาเสริมให้ นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่ผู้ประกอบการด้านนี้ อ้างว่าต้องรับ–ส่งนักเรียนจำนวนมาก เพราะเก็บค่าโดยสารไม่แพง ดังนั้น ศธ.ต้องประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยจัดงบประมาณส่วนนี้เพิ่มให้กับนักเรียนในพื้นที่ รวมทั้งจะติดตามดูแลโรงเรียนอย่างใกล้ชิดประมาณ 100–200 โรงเรียน เพื่อศึกษาและคิดหาระบบรถรับ–ส่งนักเรียน ที่ปลอดภัย และประเมินนำไปใช้กับพื้นที่อื่นต่อไป เริ่มในปีการศึกษา 2550 ด้าน นายปิยะพันธ์ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกออกประกาศให้รถสองแถวรับจ้างรับ–ส่งนักเรียน มาจดทะเบียนดำเนินการให้ถูกต้อง และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ คือ มีที่นั่ง 12 ที่ ต้องติดป้ายให้รู้ว่าเป็นรถรับ–ส่งนักเรียน มีอุปกรณ์ช่วยเรื่องความปลอดภัย ต้องปิดกั้นตัวรถไม่ให้เกิดอันตราย ซึ่งตั้งแต่เปิดให้มาจดทะเบียนทั่วประเทศ มีจำนวน 5,000 ราย และในกรุงเทพมหานคร 1,200 ราย สำหรับรถนักเรียนที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ ทั้งที่จังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา เป็นคนที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้คาดโทษไปแล้ว และยังได้สั่งการไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดให้ตรวจเข้มรถรับ–ส่งนักเรียนให้มากขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะถือเป็นความบกพร่องของขนส่งจังหวัดที่ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำรวจ ว่า ยังมีรถรับ–ส่งนักเรียนป้ายดำที่ยังไม่มาจดทะเบียนถูกต้องอีกจำนวนเท่าไหร่ และให้ปราบปรามเด็ดขาด และเมื่อ ศธ.ได้ข้อมูลความต้องการรถรับ–ส่งนักเรียนแล้ว กรมการขนส่งทางบกจะประสานผู้ประกอบการจัดหารถเสริมในเส้นทางต่างๆ นายอนุชา กล่าวว่า จะเสนอศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ให้ตั้งคณะอนุกรรมการเรื่องความปลอดภัยรถรับ–ส่งนักเรียนขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อกำหนดมาตรการแนวทางที่เป็นรูปธรรมยั่งยืนมากขึ้น นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้อำนวยการสำนักบูรณาการสาธารณภัย อุบัติภัย และความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่า อุบัติภัยทางถนนกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และนักเรียน นักศึกษา คิดเป็นร้อยละ 40 ของผู้ที่มีอายุ 25 ปีลงมา และพบว่า นักเรียนที่อาศัยรถประจำทางไปโรงเรียนจะปลอดภัยกว่านักเรียนที่ต้องเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ถึง 400 เท่า และหากเกิดอุบัติเหตุ นักเรียนที่โดยสารรถประจำทางจะบาดเจ็บน้อยกว่าโดยสารรถจักรยานยนต์ 7 เท่า ทั้งนี้ สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รายงานผลตรวจราชการกรณีรถโรงเรียนว่า นักเรียนในโรงเรียนของรัฐจะเดินทางด้วยรถประจำทางมากเป็นอันดับ 1 รองลงไปเป็นรถรับ–ส่งนักเรียน ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเอกชนเดินทางด้วยรถรับ–ส่งนักเรียนมากเป็นอันดับ 1 รองลงไปรถผู้ปกครองรับ–ส่ง ซึ่งพบว่าจำนวนนักเรียนที่ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางไป–กลับโรงเรียนด้วยการโดยสารรถประจำทางมากที่สุด 151 คน หรือร้อยละ 23.3 และนักเรียนได้รับบาดเจ็บ 87 คน รองลงไป คือ การโดยสารรถจักรยานยนต์ 146 คน หรือร้อยละ 22.6 ขณะที่ตัวเลขบาดเจ็บ 102 คน การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล 112 คน โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง 59 คน เดินทางด้วยวิธีเดิน 45 คน โดยรถรับ–ส่งนักเรียน 44 คน รถจักรยาน 39 คน รถสองแถวรับจ้าง 41 คน |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2549 |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|