[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : แบบเรียน:ไม่ยึด ไม่ติด ไม่ถูกครอบงำ

              หลายต่อหลายครั้งที่ความรู้ในตำรา กลายเป็นความรู้ที่เก่าเชย ล้าสมัย ไม่ถูกต้องกับความเป็นจริงที่เกิดข้อพิสูจน์ใหม่ๆ ตลอดเวลา อย่างที่ครั้งหนึ่งเราเชื่อว่าโลกแบน ต่อมาค้นพบว่าโลกกลม ก่อนที่สุดท้ายแต่อาจไม่ใช่ท้ายที่สุด พบว่าโลกของเรากลมแป้นเหมือนผลส้มที่บิดเบี้ยวและอีกหลายร้อยหลายพันปีต่อจากนี้อาจมีข้อค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ

              เมื่อเร็วๆ นี้ที่ศูนย์เผยแผ่พุทธมามกะ โรงเรียนปทุมคงคา ป๋วยเสวนาคาร จัดเสวนา “แบบเรียน : ความรู้แห่งการครอบงำความรู้” เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ถกเถียงแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการศึกษาไทยในปัจจุบัน
     
      ดังที่ได้เกริ่นไว้ในบรรทัดแรกๆ ว่าโลกของเรามีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่นเดียวกับความรู้ บนโลกใบนี้ หากเรายึดติดความเชื่อความรู้ที่มีมาโดยไม่อัปเดตข้อมูลข่าวสารหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมแต่มีความรู้เชิงเดี่ยวก็จะเป็นอันตรายต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก
     
      ศิวกานต์ ปทุมสูติ แห่งศูนย์การศึกษาทุ่งสักอาศรม บอกว่า แบบเรียนหรือระบบการศึกษาเป็นความรู้เสี้ยวหนึ่งที่ครอบงำความรู้ มิใช่ทั้งหมด ความรู้ที่เกิดจากการหล่อหลอมวิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรม สิ่งต่างๆ รอบตัว แบบเรียนชีวิตแห่งสังคมไทยตั้งแต่ลืมตาเกิดขึ้นมาดูโลกต่างหากที่ครอบงำทั้งความรู้ ความคิดของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนไว้ ใครที่มีอำนาจบทบาทในขณะนั้นก็จะเป็นผู้สร้างแบบเรียน อย่างในรัฐบาล กระทรวงศึกษาฯ ก็จะระดมความรู้ความคิดจากนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ในขณะที่เบื้องหลังของบุคคลเหล่านี้มีความเป็นปัจเจกที่ถูกหล่อหลอมในเบ้าหลอมของสังคมและวัฒนธรรมโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน
     
      “อย่างการที่วันนี้เด็กไทยพูดไม่ชัดสาเหตุมิใช่เกิดจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนเท่านั้น แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมสิ่งรอบๆ ตัวทั้งพ่อแม่ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อต่างๆ เด็กซึ่งถูกครอบงำด้วยแบบ ยึดติดแบบที่สะสมความรู้ โดยไม่รู้ตัวติดอยู่ในความทรงจำจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่”
     
      ศิวกานต์ กล่าวอีกว่า การมีกรอบความรู้ของสังคม วัฒนธรรมหนึ่งๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่มีใครผิดใครถูก เพราะทุกคนล้วนต้องการให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถ ความรู้จึงไม่สำคัญเท่ากับการใช้ความรู้ ดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 24 ที่ระบุว่า “ความรู้คู่คุณธรรม” ขณะที่ปัจจุบันการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาซึ่งสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กๆ กลับพบกับความล้มเหลวเพราะครูสอนคุณธรรมแต่ไม่เคยต้องทำคุณธรรม เด็กมัวแต่รับตัวรู้เพื่อสอบแข่งขันแต่ไม่เคยทำ ดังนั้น การทำจึงเป็นสิ่งสำคัญ
     
      ส่วนการสะบัดหลุดจากกรอบของความรู้ ไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก จะต้องเรียนรู้วิธีใหม่โดยต้องเปิดโลก เปิดสมองเปิดความคิด รู้จักรักการอ่าน อ่านหนังสือมากๆ ฝึกกระบวนการคิด ทัศนะซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เหมือนกับที่“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”ยอดอัจฉริยะของโลก ได้กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” (Imagination is more important than knowledge)
     
      อนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิเคราะห์ผ่านงานเขียน “แบบเรียน : ปฏิบัติการของความรู้แห่งการยึดครองความรู้” ตอนหนึ่งว่า ...แบบเรียนเปรียบเสมือนความรู้ที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมความรู้และอุดมการณ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงชนิดหนึ่ง อีกทั้งกระบวนการผลิตคนโดยผ่านการเรียนในระดับต่างๆ ตั้งแต่ประถม มัธยม อุดมศึกษา ต่างก็มีการวัดผลในรูปแบบการสอบที่ส่วนใหญ่มักเป็นการสอบปรนัยหรือกากบาทที่ต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวตามความรู้ที่ร่ำเรียนจากในตำราจึงเป็นไปได้ยากที่ความรู้อื่นๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่จะมีพื้นที่สอดแทรกขึ้นมา
     
      อนรรฆยกตัวอย่างวิชาภาษาไทยที่แบบเรียนจะเป็นภาษาไทยกลางในการเรียนการสอนซึ่งระบบการศึกษาถือว่าภาษาไทยกลางคือภาษาที่ถูกต้อง แสดงความเป็นสมัยใหม่ และแสดงความเป็นกรุงเทพฯ ดังนั้น การพูดเหน่อ ทองแดง หรือเรียกคำศัพท์ผิดเพี้ยนจากภาษาไทยกลาง จึงเป็นสิ่งที่ผิด หน้าอายและแสดงถึงความด้อยการศึกษา รวมทั้งวรรณกรรมที่ใช้ในการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นวรรณกรรมจากส่วนกลางหรือวรรณกรรมหลวงที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะ และทรงคุณค่าด้านวรรณศิลป์ พื้นที่สำหรับวรรณกรรมพื้นบ้านในแบบเรียนนับว่าหาได้ยากยิ่งหรือแทบไม่ปรากฏให้พบเห็น
     
      “ทุกตรรกะวิชาล้วนครอบงำพวกเราอยู่ แม้แต่ศิลปะถึงแม้ต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์แหวกแนวเพียงใด แต่ความรู้สึกนึกคิดของคนก็ยังแบ่งแยกความสวยไม่สวยอยู่ดี อย่างไรก็ดีการครอบงำทางความรู้ที่ปล่อยให้มีอิสระทางความคิดก็ยังดีกว่าการถูกครอบงำแล้วไม่สามารถทำอะไรได้เลย ขณะเดียวกันเมื่อเราหลุดจากชุดความรู้หนึ่งก็จะติดกับของชุดความรู้อีกชุดหนึ่งยากต่อการที่จะสลัดความรู้ทิ้งหรืออิสระอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำได้คือการเป็นตัวของตัวเองใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองและใช้ความรู้ควบคู่กับความมีคุณธรรม”อนรรฆสรุปทิ้งท้าย





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2549 09:54 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง