|
|
| สติ หรือความรู้เนื้อรู้ตัว และความใส่ใจอยู่กับปัจจุบัน เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้คนเรา มีวิจารณญาณที่ดี
เราอาจจะเคยตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคนบางคนเห็นอะไรละเอียดรอบคอบมากกว่าที่เราเห็น มองอะไรก็ลึกซึ้งมากกกว่าเราไปอีกขั้นหนึ่ง ทำอะไร คิดอะไร ก็ไม่ค่อยจะพลาด มีการตัดสินใจรวดเร็ว ตัดสินใจอะไรไปแล้ว ก็มีความมั่นคงในสิ่งนั้น ไม่เสียใจ ไม่กลับคำพูด หรือการกระทำกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทำไมคนบางคนจึงมีวิจารณญาณที่แหลมคม ลึกซึ้ง มากกว่าคนอื่น คำตอบก็คือคนประเภทที่เพิ่งกล่าวคือ มีสติในระดับที่สูงกว่าคนอื่นการมีสติ คือการใช้ชีวิตด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว มีความใส่ใจอยู่กับภารกิจในปัจจุบันตลอดจนการมองเห็นความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองและสิ่งรอบตัวอย่างชัดเจนรอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตกที่ศึกษาเรื่อง ''สติ'' (mindfulness) เชื่อว่า ''สติ'' ถ้ามีมาก ๆ จะช่วยเสริมสร้างวิจารณญาณและเพิ่มพูนความเฉลียวฉลาดตลอดจน IQ ของคน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สติเป็นเครื่องมือหลักที่จะช่วยให้คนเรามีวิจารณญาณที่ดี ในสังคมไทย เวลาคิดถึงการฝึกสติ เราจะคิดถึงการฝึกสติแบบพุทธ ซึ่งต้องอาศัยการใช้เวลาฝึกฝนผ่านการทำวิปัสสนากรรมฐานนับแรมปี นึกถึงการเดินจงกรมแบบของหลวงพ่อจรัล วันอัมพวัน หรือการกำหนดรู้อริยาบทช้า ๆ แบบหลวงพ่อเทียน หรือแบบของคุณแม่ศิริ กรินชัย เป็นต้น คำถามก็คือ คนตะวันตกซึ่งไม่มีระบบการทำวิปัสสนากรรมฐานนั้น เขาฝึกสติกันอย่างไร ทำไมในสังคมตะวันตกผู้คนไม่ต้องเข้าเงียบ หรือปลีกวิเวกไม่ได้นั่งทำสมาธิภาวนากำหนดรู้ก็สามารถมีสติสัมปชัญญะในการก่อร่างสร้างเมืองให้งดงามพัฒนาสังคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีระบบการเมืองการปกครอง และระบบกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และยังมีสภาพแวดล้อมที่ร่มเย็นเป็นธรรมชาติมากกว่าเมืองพุทธซึ่งมีทฤษฎีว่าด้วยการฝึกสติอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเช่นประเทศไทยเสียอีกด้วย หรือว่าสังคมตะวันตกพัฒนาสติด้วยวิธีธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เคล็ดฝึกสติแบบตะวันตก ปัจจุบันสังคมตะวันตกมีแนวทางหลักพัฒนาสติแบบธรรมชาติอยู่ 3 สาย สายแรก คือ แนวทางของนักจิตวิทยาซึ่งเน้นให้คนเรารู้จักตนเอง เห็นความคิด เห็นความรู้สึกและอารมณ์ของตนโดยละเอียดของตนเอง เมื่อเห็นแล้ว จะได้เลือกที่จะคิด เลือกที่จะทำด้วยตนเอง วิธีนี้จริง ๆ แล้วก็คือการฝึกสติฐาน เวทนาและฐานจิตแบบพุทธ สายที่สอง เป็นแนวทางที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของอาจารย์มหาวิทยาลัย Harvard ชื่อ Ellen Langer เรื่อง Mindfulness ซึ่งเห็นว่าความคิดเห็นที่ผิด หรือที่ภาษาพุทธเรียกว่า ''มิจฉาทิฐิ'' เป็นต้นเหตุของการขาดสติ และถ้าต้องการจะพัฒนาสติให้มั่นคงก็ต้องหลีกเลี่ยงวิธีคิดดังกล่าว ซึ่งวิธีนี้คือการฝึกสติฐานแบบของพุทธ สายที่สาม คือการเน้นการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย โดยกำหนดรู้ให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวตามแบบแผน ที่ค่อนข้างตายตัวไม่ว่าจะเป็นกีฬากอล์ฟ เทนนิส ยกน้ำหนัก บาสเกตบอล หรืออื่น ๆ ซึ่งเทียบได้กับการฝึกสติฐานกายแบบของพุทธเช่นกัน ซึ่งในส่วนต่อไป จะขออธิบายรายละเอียดของแนวทางการฝึกสติแต่ละสายสั้น ๆ สายที่หนึ่ง : การรู้จักความคิด และอารมณ์ของตนเอง เป็นเส้นทางสู่การมีสติ ปรกติแล้วสมองคนเรามี memory อยู่เหมือนกับ memory ของคอมพิวเตอร์ สมองจะสามารถจดจำรูปแบบเหตุการณ์เอาไว้ว่าเหตุการณ์ประเภทนี้ เราเคยมีปฏิกริยาโต้ตอบแบบนี้ ครั้งหน้าถ้าเกิดขึ้นอีก สมองก็จะสั่งการให้ทำแบบเดิม โดยที่ใจเรายังไม่ทันได้ทบทวนดูให้ดีว่าจำเป็นต้องตอบโต้แบบเดิมหรือไม่ กล่าวคือ เป็นการทำตามความเคยชิน ตามความคิดเดิม ๆ ที่สั่งสมไว้ในตัวเรา ผ่านการทำซ้ำ ผ่านระบบการศึกษา ระบบ socialization และค่านิยมของสังคม โดยเราไม่ได้ตั้งคำถามว่าความคิดเหล่านั้น ความเคยชินเหล่านั้น เหมาะกับเราหรือไม่ ยังจำเป็นหรือเปล่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การทำตามความเคยชินโดยไม่ต้องใช้ใจสั่งนี่เอง ที่ตะวันตกเรียกว่าทำแบบ mindless หรือขาดสติ เป็นต้นว่า ทุกครั้งที่ถูกคนอื่นขับรถปาดหน้าแซงกระชั้นชิด เราก็จะต้องเร่งขับเร่งปาดกลับบ้าง ครั้งต่อไปเจอรถบรรทุกน้ำมันคันใหญ่ปาดหน้า ยังไม่ทันจะหยุดคิดว่าควรหรือไม่ควรอย่างไรความเคยชินก็ทำให้เราแซงรถบรรทุกคันนั้นกลับเรียบร้อยตรงจุดที่เป็นทางโค้งอีกต่างหาก แทนที่จะทำตามความเคยชินเดิม ๆ ไปเสียหมด คนที่มีสติสัมปชัญญะดี ก็คือคนที่ทำอะไร โดยผ่านกระบวนการ ''รู้'' และ ''เลือก'' ก่อน เพื่อให้การกระทำเหมาะสมกับกาละเทศะช่วงนั้น เรื่องนั้น โดยสรุป สติ คือ การรู้ และเลือก และการสร้างสติก็คือ กระบวนการ de-automatization หรือการยุติพฤติกรรมที่มาจากความเคยชินต่าง ๆ และสร้างพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการรู้และเลือก แทนที่ ดังนั้น การสังเกตความคิดของตนเองเป็นเรื่องจำเป็น เพราะความคิดเกิดก่อนการกระทำ ถ้าจะยับยั้งไม่ให้ตัวเราทำอะไรตามความเคยชิน ก็ต้องเริ่มจากการเห็นความคิดทุกความคิดของเราก่อน เช่น ต้องเห็นก่อนว่าเรามีระบบความคิดแบบไม่ยอมลงให้ใครเลย จะต้องโต้ตอบ จะต้องแก้แค้น เอาชนะให้หมดทุกเรื่อง ถ้าเห็นระบบความคิดของตนเองได้อย่างนี้ ครั้งหน้าเราก็มีตัวสติยับยั้งการกระทำที่ไม่เหมาะสมได้โดยธรรมชาติหรือถ้าเราเริ่มเห็นระบบความคิดของเราว่าชอบทำอะไรเพื่อตนเองก่อนเท่านั้น ต่อไปเราก็จะเริ่มมีสติ และหันมาให้ความสนใจกับความต้องการของคนอื่นบ้าง อารมณ์ของคนเราก็เช่นกัน เราต้องรู้ตัวอยู่ตลอดว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร โกรธ เบื่อ เหงา เศร้า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ เพราะในแต่ละวิถีของอารมณ์ เราจะมีพฤติกรรมตามความเคยชินไม่เหมือนกันอย่างเช่น เวลาโกรธ วาจาเราก็จะหนัก เชือดเฉือน ถ้ารู้ตัวจริง ๆ ว่าโกรธอยู่ ก็จะได้หลีกเลี่ยงไม่ต้องพูดกับใครมากนัก หรือมีสติพยายามเลือกคำพูดที่พอดี ไม่ให้คำพูดแรงไปตามอารมณ์โกรธที่มีอยู่ อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ คนที่อยู่ในอารมณ์เศร้า มักจะมองโลกในแง่ร้าย ไม่มีพลังชีวิต ขาดกำลังใจ ถ้าเรารู้จริง ๆ ว่าตอนนี้อารมณ์เราไม่ปกติเราก็จะมีสติ เลื่อนการพิจารณาตัดสินใจอะไรสำคัญ ๆ ไปก่อน การรู้ และเลือกเช่นนี้ ก็คือตัวสติ ซึ่งถ้ามีมาก ๆ ก็จะทำให้เราเลือกคิด ทำ พูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ และเหมาะกับสภาพจิตของตนเองด้วย ดังนั้น คนตะวันตกเวลามีพฤติกรรมอะไรที่ตนทำไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวหาเหตุผลไม่ได้ หรือควบคุมไม่ได้ เช่น ระงับความโกรธไม่ได้ มีความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล ตื่นเต้นเกินไปเวลาทำงาน หงุดหงิดโดยไม่รู้ตัวจะต้องวิ่งไปปรึกษานักจิตวิทยาทันที เพื่อให้ช่วยค้นหาว่าพฤติกรรมเหล่านั้น มีแรงจูงใจมาจากความคิดใด อารมณ์แบบใดเพราะพวกเขาเชื่อว่าการค้นพบตนเองเป็นจุดเริ่มต้นในการควบคุมความคิดและอารมณ์ negative ต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องลากจูงพฤติกรรมของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว หลายท่านอาจจะสงสัยว่า มีใครในโลกนี้ ที่จะไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองมีความคิดอย่างไร มีอารมณ์อย่างไร ถ้าลองไปถามจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จะได้คำตอบว่า มีคนจำนวนมหาศาลที่ไม่ทราบว่าตนเองถูกครอบงำด้วยความคิด และอารมณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์ สายที่สอง : สร้างสติด้วยการพัฒนาปัญญา ลบล้างมิจฉาทิฐิ Ellen Langer ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสติของมหาวิทยาลัย Harvard ได้ชี้ให้เห็นว่า สังคมตะวันตกให้ความเคารพและซึมซับเอาปรัชญาหลักสองประการ ซึ่งเป็น anti-thesis หรือเป็นศัตรูของการขาดสติ ผลก็คือคนตะวันตกมีสติในระดับหนึ่ง โดยธรรมชาติ ปรัชญาเหล่านั้นก็คือ 1. การเคารพเสรีภาพในการเลือก หรือ freedom of choice คนตะวันตกเชื่อว่ามนุษย์เราเกิดมาต้องมีการเคารพตนเอง ต้องรู้จักค้นหาทางเดินชีวิต และเลือกความคิด การกระทำด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกับพ่อแม่ ครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือสังคม ความเชื่อที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกเช่นนี้ ทำให้คนตะวันตก คิดก่อนทำไม่ทำอะไรตามความเคยชิน ดังที่ใคร ๆ เขาว่ากันมา สอนกันมา หรือทำตามสังคม ที่เรียกว่า conformity การเชื่อว่ามีทางเลือกอื่น ๆ มากกว่า 1 ทาง ในการแก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต ถือเป็นต้นทางของการสร้างสติ เพราะจะทำให้จิตเราเกิดความคิดสร้างสรรค์ ค้นหาวิธีใหม่ ๆ ทางออกใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม สังคมตะวันออกกลับเน้นเรื่องการคิด ทำ ไม่ให้แตกต่างจากคนอื่น การยึดมั่นใน conformity ของคนตะวันออกถือเป็นอุปสรรคอย่างรุนแรงในการพัฒนาสติ และยิ่งทำตามกระแสสังคม กระแสโลกบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ขาดความมั่นใจที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น และหมดโอกาสที่จะฝึกฝนวิจารณญาณของตนให้แหลมคมยิ่งขึ้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ชาวพุทธในสังคมตะวันออกยังขาดสติกันอยู่มากทั้ง ๆ ที่เป็นสังคมซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีว่าด้วยสติปัฏฐานสี่ 2. การไม่แบ่งแยกให้ความหมายกับสิ่งต่าง ๆ แบบตายตัว (categorization) การสร้าง category หรือการให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ แบบตายตัว เช่น ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ผู้หญิงต้องอ่อนแอ คนผิวขาวต้องฉลาด คนผิวดำต้องขี้เกียจ คนจีนต้องขยัน คนไทยต้องเรียบร้อยนุ่มนวล เป็นสิ่งที่แทรกแซงไม่ให้คนเราใช้สติของตนเองในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ทำให้เราไม่รู้จักมองปัจจุบัน แต่กลับเห็นความเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ จากภาพลักษณ์ในอดีตของสิ่งนั้น ซึ่งจริงบ้าง ไม่จริงบ้างที่สำคัญภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักธรรมชาติเรื่องสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ในกรณีของสังคมตะวันตก ประวัติศาสตร์ทางความคิดของคนตะวันตกเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อยุติการแบ่งแยกชนชั้น การเหยียดชาติพันธุ์และการกดขี่ทางเพศ ทั้งยังเป็นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการล้มล้างแนวคิดแบบเดิมเพื่อแทนที่ด้วยแนวคิดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้คนตะวันตกไม่ยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ แบบตายตัวจนเกินไปนัก ตัวอย่างความคิดตายตัวที่เป็นอุปสรรคต่อสติ ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วคือ กรณีรายการทีวีในอเมริกาซึ่งจะส่งคนไปเคาะประตูบ้านเรือนคนดูเพื่อให้หาของบางอย่างให้ ถ้าหาได้ภายในเวลากำหนดก็จะได้เงินหมื่นเหรียญเป็นรางวัล ครั้งหนึ่งทางรายการต้องการให้ผู้ชมทางบ้านหาแผ่นไม้ขนาด 3 ´ 7 ฟุต ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นไม้ขนาดใหญ่มากทีเดียว เคาะประตูไปหลายบ้านก็ไม่มีใครมีท่าทีจะหาแผ่นไม้ที่ว่าได้เวลา ทั้ง ๆ ที่บ้านของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ใช้ประตูบ้านที่มีขนาดมาตรฐานคือ 3 ´ 7 ฟุต กันทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่คงที่เกี่ยวกับประตู เลยลืมไปว่าประตูแท้จริงก็คือแผ่นไม้แผ่นหนึ่งเท่านั้น เรื่องเช่นนี้ เกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบให้ความหมายกับสิ่งต่าง ๆ แบบคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ถ้าผู้บริหารต้องการเลือกลูกน้องที่มีความสามารถมากที่สุดมาเป็นผู้นำโครงการที่มีความสำคัญยิ่งยวด แต่ก็ยังไม่พบคนที่มีความสามารถถูกใจ ถ้าผู้บริหารคนนั้นเริ่มต้นด้วยการมีภาพว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำที่ดีมากกว่าผู้หญิง สายตาของเขาก็จะมองข้ามผู้หญิงซึ่งอาจจะเป็นบุคคลากรที่มีศักยภาพมากที่สุดในองค์กรไปอย่างสิ้นเชิงซึ่งก็เป็นกรณีของการไม่ใช้สติพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ให้ตรงตามความเป็นจริง ที่อันตรายที่สุด มนุษย์ที่ชอบสร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับตนเอง และมีพฤติกรรมแบบมิติเดียวตามภาพพจน์นั้น ๆ เช่น คนที่เป็นครูบาอาจารย์บางคน มีภาพลักษณ์ว่าครูมีบุคลิกคร่ำเคร่งต้องทำหน้าดุ และใช้วาจาสั่งสอนอบรมคนอยู่ตลอดเวลา และก็ทำเช่นนี้ เมื่อเวลาตนเองจะต้องมีบทบาทเป็นภรรยา เป็นเพื่อน หรือเป็นพ่อ แม่ ด้วย ทำให้ตนเองมีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับกาละเทศะ ไม่สอดคล้องกับแต่ละบุคคลที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย สายที่สาม : ฝึกสติฐานกายด้วยการเล่นกีฬา กีฬาที่จะเล่นเพื่อฝึกสติไปในตัว ต้องเป็นกีฬาที่มีแบบแผนในการวาง ขยับ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างค่อนข้างจะเป็นแบบแผนตายตัวไม่ใช่ปล่อยตามสบาย แบบแผนที่ตายตัวจะนำให้จิตของผู้ฝึกกำหนดความรู้สึกก่อนที่จะเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำให้เราเกิดกระบวนการที่เรียกว่า de-automatization และทำให้จิตเป็นผู้สั่งการทุก ๆ อริยาบทของเรา ทำให้เราเกิดความรู้เนื้อรู้ตัวไม่ทำอะไรตามอารมณ์ หรือตามสัญชาติญาณเดิมอีกต่อไป |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: Dr.Boonchai.com |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|