[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

บทความน่ารู้ : การแก้ทุกข์คลายโศกโดยวิธีเฉียบพลัน

             ในปัจจุบันพุทธศาสนาสายธิเบตแพร่หลายมากในประเทศแถบฝั่งตะวันตก และเป็นที่น่าสังเกตว่า คนตะวันตกส่วนใหญ่ที่หันมานับถือศาสนาพุทธนั้นล้วนแต่เป็นมหาเศ รษฐีหรือเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแทบทั้งสิ้น มิใช่ชนชั้นกลางตามความเชื่อในสมัยก่อนอีกต่อไป
          อาจเป็นเพราะคนที่ถึงพร้อมทางวัตถุทั้งหลายแต่ก็ยังหาความสุขไม ่ได้ เมื่อมาศึกษาพุทธศาสนาจึ่งได้ค้นพบความสุขสงบอย่างแท้จริง ดังนั้นเรื่องที่จะนำเสนอมาจากหนังสือเรื่อง How to Solve Our Human Problems เขียนโดย เกเช เกียวซาง เกี๊ยกซิ่ว ท่านเป็นลามะธิเบตระดับปริญญาเอกซึ่งได้รับการยอมรับและมีชื่อเ สียงมากในประเทศฝั่งตะวันตก ท่านได้จัดตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานถึง 700 แห่งทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา ท่านมีวิธีการนำเสนอแก่นของพุทธศาสนา โดยมีใจความสำคัญมีดังต่อไปนี้

1. ทุกข์หรือสุขล้วนเกิดขึ้นจากจิต แต่มนุษย์มักเหมารวมว่าทุกข์หรือสุขนั้นเกิดจากสาเหตุภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อมไม่ดี อากาศไม่ดี เศรษฐกิจไม่ดี หรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี เป็นต้น โดยมักจะลืมมองว่าจริง ๆ แล้วความทุกข์หรือสุขทั้งหลายล้วนมีจุดเริ่มต้นจากใจของตนเองทั ้งสิ้น สิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นเพียงปัจจัยที่มากระทบจิต และหากมีการปรุงแต่งเพิ่มเติม จึงเกิดเป็นอารมณ์ทุกข์หรือสุขตามมา

2. ความปรารถนาของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ทุกอย่างตรงตามความต้องการ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์นั้นก็คือกองทุกข์ดี ๆ นี่เอง วิธีการออกจากกองทุกข์คือ อริยสัจ 4 ได้แก่
      1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและมองเห็นให้ได้ก่อนจึงจะแก้ไขได้
      2. สมุทัยคือ ต้นเหตุแห่งความทุกข์ นั่นคือการยึดมั่นถือมั่น ยึดถือตัวตนว่าไม่สูญสลาย
      3. นิโรธคือ หนทางดับทุกข์ ก็คือการหยุดวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด
      4. มรรค คือวิถีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ได้แก่การทำวิปัสสนากรรมฐานและการกำหนดจิตใจให้ผ่องใส

3. ข้อธรรมในการกำหนดจิตเพื่อให้พ้นทุกข์

       1) ไม่มีความชั่วร้ายใด ๆ ในโลกที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความโกรธ และไม่มีคุณธรรมใด ๆ ในโลกที่ดีไปกว่าขันติธรรม เพราะเมื่อมีความโกรธจะทำให้ขาดสติในการใช้วาจา คำพูดจะดุดัน หยาบคาย เสียดแทงจิตใจผู้อื่น หรือการกระทำก็จะเป็นไปในทางประทุษร้ายผู้อื่น ซึ่งเป็นการก่อกรรมและทำให้บุญกุศลที่สั่งสมมานั้นมลายหายไปได้ ในบัดดล แต่หากเรามีขันติ สติจะบังเกิด เมื่อไม่ถือโกรธจิตจะเกิดการปล่อยวางสามารถลดอัตตาตัวตน การโกรธแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ โกรธเมื่อมีคนมาทำร้ายหรือพูดจาเสียดสี ด่าทอ และความโกรธที่เกิดจากความอยากมีอยากเป็นหรือไม่อยากมีไม่อยากเ ป็นไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี

       2) วิธีการลดโทสะทำได้โดยการพิจารณาว่า เวลาเกิดอารมณ์โกรธ ต่อให้มีใบหน้าสวยหล่อแค่ไหนก็จะเปลี่ยนไปเป็นยักษ์เป็นมาร สูญเสียบุคลิกภาพ สุขภาพทรุดโทรม และที่สำคัญความโกรธสามารถทำลายความสัมพันธ์อันดีได้ในพริบตา เพราะน้อยนักที่จะมีคนที่ยอมให้ผู้อื่นทำร้ายหรือด่าทอแต่เพียง ฝ่ายเดียวแม้จะรักกันแค่ไหนก็ตามที และเมื่อโกรธจะขาดสติทำให้พาลอารมณ์เสียกับคนอื่นที่ไม่รู้เรื่ องด้วย ก็เป็นการสร้างกรรมเพิ่มขึ้นไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด

       3) เหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธคือ ความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ดังนั้น การระงับอารมณ์โกรธ ทำได้ที่จิตใจของตนเอง เมื่อมีอารมณ์โกรธให้หันมามองในใจตน ค้นหาสาเหตุแห่งความโกรธและแก้ไขที่ต้นเหตุ

       4) หลักในการเจริญขันติ คือ มองปัญหาในโลกว่ามี 2 ประเภทคือ
            - ประเภทที่แก้ได้ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้น เมื่อเจอปัญหาประเภทนี้จึงไม่ควรเป็นกังวลเพราะอย่างไรก็แก้ไขไ ด้แน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงเกิดการสำรวมอารมณ์และเกิดปัญญาที่จะแก้ปัญหาอย่างใจเย็น จึงเกิดเป็นขันติธรรม
            - ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่น การล้มหายตายจากพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก อย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ จะตีโพยตีพายไปทำไม เมื่อคิดได้จิตจะปล่อยวางเกิดเป็นขันติธรรม
       5) ขันติ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
            - การสามารถยอมรับความทุกข์โดยสงบ มนุษย์มักอดทนได้เพื่อความสุขของตนเอง แต่กลับขาดความอดทนเมื่อเผชิญกับความทุกข์
            - การสามารถอดทนยอมรับสภาพธรรมะตามความเป็นจริง เช่นมนุษย์เกิดมาแล้วต้องตาย มนุษย์มีกรรมเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต สภาวะปัจจุบันมีเหตุมาจากอดีต เป็นต้น
            - อดทนที่จะไม่โกรธไม่โต้ตอบเมื่อมีคนทำร้ายเราทั้งทางร่างกายและ จิตใจ แต่ต้องดูสถานการณ์ด้วยว่าถ้าหนีได้ก็ควรหนีเพราะการต่อกรกับคน พาลนั้นไม่เกิดประโยชน์อันใด รังแต่จะเสียสุขภาพจิต และควรใช้ปัญญาคิดหาวิธีการหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอและป้องกันตัวจ ากคนพาล
       6) ความเจ็บปวดทางร่างกายจะมีมากเพียงใดก็ตาม ถ้าจิตละวางตัวตนไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ความเจ็บปวดนั้นก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน

4. หัวใจคำสั่งสอนของท่านอธิชา ท่านอธิชาเป็นนักปราชญ์ชาวอินเดียที่ไปเผยแพร่พุทธศาสนาในธิเบต ท่านเป็นที่รักและนับถือของคนธิเบตมาก แก่นธรรมของท่านมีใจความดังนี้

      1) ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรมสูงสุด ครูบาอาจารย์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
      2) กิจกรรมทางโลกนั้นไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้น ให้ลด ละ เลิกกิจกรรมทางโลกเสียบ้าง
      3) หลีกเลี่ยงสถานที่อโคจร คือสถานที่ที่ไปแล้วจิตใจหดหู่ เศร้าหมอง ขุ่นมัว และควรไปในสถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบผ่อนคลายและเสริมสร้างคุณธรรมความดีได้มากขึ้น
      4) ลดทิฐิมานะ ความหยิ่งทนง ความอวดดี ความคิดที่ว่าตนนั้นดีกว่าผู้อื่น เพราะความคิดเหล่านี้เป็นบ่อเกิดแห่งอัตตาตัวตน ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนสภาพธรรมะในจิตใจ
      5) ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบปะเจอะเจอ และที่ได้สะสมรวบรวมมาตั้งแต่เกิด เมื่อจากโลกนี้ไปก็ไม่มีสิ่งใดที่ติดตัวไปได้สักอย่างเดียว ดังนั้นจงอย่าสร้างและสะสมอุปนิสัยยึดมั่นถือมั่น ยึดติดตัวตน ควรรู้จักลดละวาง
      6) ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมใดที่ทำเพื่อหวังผลบุญเพราะจะเป็นการเพาะบ ่มกิเลสโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงธรรม สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปฏิบัติบูชาถือเป็นกุศลสูงสุด นั่นคือการมีสติ รู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ หมั่นทำแต่กรรมดีและประคองจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน
      7) อย่าพยายามจ้องจับผิดผู้อื่น แต่ให้จับผิดความชั่วของตัวเอง และให้มองแต่ความดีของผู้อื่น ส่วนความดีของตนเองนั้นไม่ต้องไปจดจำเพราะการติดในความดีของตนเ ป็นการสร้างอัตตาตัวกูของกู
      8) ควรพูดให้น้อย ไม่ควรพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ เพราะจะเป็นการสร้างอกุศลกรรม และก่อนที่จะพูดให้คิดพิจารณาก่อนว่า สิ่งใดควรพูดไม่ควรพูด เมื่อพูดแล้วจะเกิดอะไรตามมา
      9) รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี เพราะความปรารถนาของมนุษย์นั้นมีมากมายเหลือคณานัป ดังนั้น หากไม่ฝึกการรู้จักพอ เมื่อนั้นแล้วความทุกข์จากการแสวงหาในสิ่งที่ตนต้องการย่อมไม่ม ีที่สิ้นสุด
    10) จิตมนุษย์นั้นรวดเร็วและยากที่จะควบคุม ทำให้ง่ายต่อการสร้างอกุศลกรรม ดังนั้น จึงควรหมั่นที่จะฝึกฝนในการควบคุมจิตใจของตนเองให้มากที่สุดเท่ าที่จะมากได้

5. คำภาวนาก่อนการทำวิปัสสนากรรมฐาน
          ข้าพเจ้าและสรรพสัตว์ทั้งหลายในวัฏฏะสงสาร ขอพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ และตามด้วยการตั้งจิตมั่นว่า ในชีวิตนี้ข้าพเจ้าจะเจริญคุณธรรมความดี ปฏิบัติสมาธิเจริญปัญญา เพื่อให้บรรลุถึงความเป็นพุทธะ และแผ่เมตตาว่า ขอให้สรรพสัตว์ทุกทั่วตัวสัตว์ มีแต่ความสุขความเจริญปราศจากทุกข์ทั้งปวงและขออย่าให้มีดวงจิต แม้แต่ดวงเดียวที่พลัดพรากจากความสุข และขอให้ทุกดวงจิตนั้นเข้าถึงอุเบกขาญาณและเป็นอิสระจากความโกรธ ความเกลียดและความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง

           กลวิธีที่ชำระล้างจิตใจได้อย่างฉับพลันคือ ให้สร้างมโนภาพว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าเรา และรายล้อมด้วยพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์ จากอดีตจนถึงปัจจุบันจะทำให้จิตเกิดการสำรวมได้โดยฉับพลัน เมื่อนั้นแล้วให้ตั้งจิตทำความเคารพและสารภาพความผิดทุกอย่างที ่เคยทำมาและขออโหสิกรรม และปีติยินดีในคุณธรรมที่เราได้ทำมา และขอความกรุณาให้พระองค์โปรดช่วยเป็นครูบาอาจารย์จนกว่าเราจะบ รรลุธรรมและหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารนี้ไป

           เมื่อทำสมาธิแล้วควรแผ่เมตตา ซึ่งบทแผ่เมตตามีอยู่ว่า จากคุณธรรมความดีและบุญบารมีที่เราได้สั่งสมมาในชาตินี้ ทั้งจากการปฏิบัติและจากการทำความดี ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้สามารถมีโอกาสที่จะมาปฏิบัติธรรมดังเ ช่นกับข้าพเจ้า ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขในแบบมนุษย์และแบบเทพ และสามารถบรรลุธรรมอย่างรวดเร็วเพื่อที่วัฏฏะสงสารจะได้สิ้นสุด เสียที





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: Dr.Boonchai.com

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง