|
|
| นักวิจัย สกว.ชี้การลดสถานะของดาวพลูโต สะท้อนปัญหาระบบหลักสูตรวิทยาศาสตร์ไทย ชี้ปัจจุบันองค์ความรู้ของมนุษย์พัฒนาเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 5 ปี ขณะที่การปรับปรุงหลักสูตรยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อ “องค์ความรู้” เป็นของตายตัว หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยนไม่ได้ อันนำมาสู่ปัญหาการท่องจำ ที่เยาวชนไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้
จากเหตุการณ์ที่องค์การดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union) หรือ IAU ได้ลงมติในการประชุมที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ว่าด้วยนิยามใหม่ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ โดยมีผลให้ระบบสุริยะเหลือดาวเคราะห์อย่างเป็นทางการเพียง 8 ดวงเท่านั้น คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ส่วนดาวพลูโต ดาวเคราะห์น้อยเซเรส รวมทั้งวัตถุ 2003 UB313 ที่ค้นพบเมื่อปี 2546 และมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ซีนา” นั้น ให้ตั้งเป็นประเภทเทห์วัตถุใหม่ที่เรียกว่า “ดาวเคราะห์แคระ” นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชน และวงการการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก แม้กระนั้นการปรับนิยามของดาวเคราะห์ก็มิใช่เรื่องแปลกใหม่ และนับเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมามีการค้นพบวัตถุขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากวงโคจรของดาวพลูโตหลายดวง การค้นพบเหล่านี้คือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องหันมาทบทวนว่าวัตถุใดควรจัดเป็นดาวเคราะห์และวัตถุใดไม่ควรเป็น นายวิภู รุโจปการ นักดาราศาสตร์ประจำศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ(LESA Project)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้ซึ่งกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์อยู่ที่หอดูดาวสตีวาร์ด (Steward Observatory) รัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การปรับนิยามในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะเมื่อ 200 ปีกว่ามาแล้ว ในปี พ.ศ. 2344 ที่มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงแรก คือ ซีเรส (Ceres) นักดาราศาสตร์ก็จัดให้ซีเรสเป็นดาวเคราะห์ ซึ่งต่อมาก็มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย พาลาส (Pallas) จูโน (Juno) และ เวสตา (Vesta) ทำให้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี สมาชิกในระบบสุริยะขยายตัวจาก 7 ดวงเป็น 11 ดวง ซึ่งก็อยู่ในวิสัยที่วงการดาราศาสตร์ยัง “รับได้” แต่นั่นคือหากเราเป็นนักเรียนที่เกิดในยุคนั้นก็คงจะต้องท่องชื่อสมาชิกในระบบสุริยะว่า “ดาวพุธ ศุกร์ โลก อังคาร ซีเรส พาลาส จูโน เวสตา พฤหัสบดี เสาร์ และ ยูเรนัส” (ดาวเนปจูนยังไม่พบจนกระทั่งปี 2389) ปัญหาสมาชิกระบบสุริยะในยุคนั้นลุกลามใหญ่โตในปี พ.ศ.2394 หรือ 50 ปีหลังจากการค้นพบซีเรสที่มีการค้นพบวัตถุเหล่านี้เพิ่มขึ้นรวมเป็น 15 ดวง ส่งผลให้นักเรียนยุคนั้นต้องท่องชื่อ “ดาวเคราะห์” ทั้งหมด 23 ดวง ซึ่งถึงจุดนี้นักดาราศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่าเริ่มไม่เหมาะสม เพราะยังส่อแววว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยอีกจำนวนมากในอนาคต ดังนั้น ในปีถัดมา (พ.ศ. 2395) นักดาราศาสตร์จึงตั้งนิยามเพื่อแบ่ง “ดาวเคราะห์” ในขณะนั้นออกเป็น “ดาวเคราะห์หลัก” (Major Planet หรือเรียกสั้นๆ ว่า Planet) และ “ดาวเคราะห์น้อย” (Minor Planet) ดังที่เราทราบในปัจจุบัน การปรับนิยามของดาวเคราะห์ในปี 2395 นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะหากไม่ปรับ ในวันนี้เราก็จะมี “ดาวเคราะห์” ในระบบสุริยะถึงกว่าสามแสนดวง นายวิภู กล่าวว่า สำหรับการปรับนิยามของดาวเคราะห์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โดยสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) นี้ก็มีเหตุผลพื้นฐานเดียวกันและส่งผลคล้ายกัน กล่าวคือสมาชิกส่วนหนึ่งถูกลดสถานะไปเพื่อรักษาความชัดเจนและลดปัญหาความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อ 154 ปีก่อนสมาชิกที่ถูกลดสถานะไปคือซีเรสและดาวเคราะห์น้อยอีก 15 ดวง และในวันนี้ดาวเคราะห์ที่ถูกลดสถานะลงไป คือ ดาวพลูโต “จะเห็นว่าการปรับนิยามต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ของดาราศาสตร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา นัยยะสำคัญของการปรับนิยามนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์เอง แต่อยู่ตรงการสื่อสารเนื้อหาดาราศาสตร์กับบุคคลทั่วไป เพราะสำหรับนักดาราศาสตร์แล้วดาวพลูโตก็ยังเป็นดาวพลูโต ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรหากทราบวงโคจรและสมบัติทางกายภาพก็เพียงพอที่จะศึกษาวิจัย โดยนัยนี้ดาวพลูโตก็เป็นเพียงวัตถุวัตถุหนึ่งในระบบสุริยะ ไม่ต่างจากดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งค้นพบแล้วกว่า 338,100 ดวง (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2549) และยังมีการค้นพบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 4,000 ดวงต่อเดือน (ข้อมูลจาก Minor Planet Center ของ IAU) ทั้งนี้เป็นเพราะเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์พัฒนาไปรวดเร็วมาก” ดังที่กล่าวไปแล้ว นัยสำคัญของการปรับนิยามของดาวเคราะห์อยู่ที่การสื่อสารระหว่างนักดาราศาสตร์กับบุคคลทั่วไป เพราะในการที่สังคมจะมีความตื่นตัว (awareness) ต่อการศึกษาหาความรู้เรื่องการเป็นไปต่างๆ ในจักรวาล อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในธรรมชาติรอบตัว ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์และเกิดสังคมแห่งภูมิปัญญาได้นั้น บันไดขึ้นแรกคือผู้ที่อยู่วงการดาราศาสตร์หรือวงการวิทยาศาสตร์สาขาใดๆ จะต้องให้ความชัดเจนต่อสังคมในเรื่องต่างๆ และเผยแพร่ความรู้ที่ได้ค้นพบจากการศึกษาวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่อง การปรับนิยามของดาวเคราะห์ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะกาลเพื่อลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนผลพวงที่ตามมาก็ควรเป็นที่ยอมรับของนักดาราศาสตร์ในวงการและนำไปเผยแพร่ต่อสังคม เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การปรับนิยามนี้เป็นการส่งสารโดยตรงจากวงการดาราศาสตร์สู่สังคม “ผู้นำสาร” คือ สื่อมวลชน นักการศึกษา และนักดาราศาสตร์ที่ทำงานเผยแพร่ (outreach) จึงจำเป็นต้อง “รับลูก” อย่างทันท่วงทีและนำไปสื่อสารกับครูอาจารย์ นักเรียน และสังคมเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน นายวิภู กล่าวว่า ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดในประเทศไทย คือ ระบบหลักสูตรวิทยาศาสตร์ไม่เอื้อต่อการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ให้ทันท่วงทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ อีกทั้งมีความเชื่อที่ว่า “องค์ความรู้” เป็นของตายตัว หยุดนิ่ง จริงแล้วจริงเลย ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ อันนำมาสู่ปัญหาการท่องจำที่วงการการศึกษาไทยประสบอยู่ ในการนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงระบบให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนเนื้อหาความรู้สำหรับนักเรียนนักศึกษาทุกๆ 2-3 ปี หรืออย่างช้าทุกๆ 5-10 ปี (จริงๆ แล้วทุกๆ 5-10 ปีนี้ก็ยังนับว่าค่อนข้างล่าช้าไปหากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าปัจจุบันองค์ความรู้ของมนุษย์พัฒนาเพิ่มขึ้น 2 เท่า ทุกๆ 5 ปี แต่เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 10-20 ปีที่บ้านเราเป็นอยู่ในขณะนี้แล้วก็ถือว่า “พอเพียง”) การเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นพลวัต (dynamics) ให้กับวงการวิชาการ และการที่ครูอาจารย์ นักเรียน และนักการศึกษา คุ้นเคยกับภาพลักษณ์อันเป็นพลวัตขององค์ความรู้นี้ก็จะช่วยลดปัญหาการท่องจำลงได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี ไม่มีองค์ความรู้หรือข้อเท็จจริงใดๆ ที่ตายตัว การเปลี่ยนแปลงสถานะของดาวพลูโตในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งสะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตของวิทยาศาสตร์ที่ว่า ความจริงในวันนี้อาจถูกหักล้างในวันพรุ่งนี้เมื่อมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ และจากมุมมองของพุทธศาสนาว่าความจริงในโลกนี้มีเพียงสิ่งเดียวเป็นจริงเสมอไม่ขึ้นกับสภาวะกาล คือ อริยสัจ 4 ที่สอนให้เราตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างไม่ยึดติดโดยการใช้ปัญญา |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2549 17:16 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|