[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : “ร.ร.บ้านเปือย”ที่นี่ครูไร้หนี้-นร.ไม่ต้องใช้เงิน

      ปกติเวลาลูกไปโรงเรียนต้องให้เงินลูกกินขนมวันละกี่บาท?
     
      บางคน 20 บาท บางคน 30 บาท บางคนถึงหลักร้อย หรือหลายบาทเลยก็มี
     
      แต่ที่ “โรงเรียนบ้านเปือย” อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี อาจเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่เด็กๆ ไม่ต้องเอาเงินมาโรงเรียนสักบาท ทุกคนก็อยู่อย่างมีความสุข “พอเพียง” และสุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรงดี
     
      ....ทำไมที่โรงเรียนแห่งนี้จึงห้ามเด็กนักเรียนนำเงินมาโรงเรียน ทำได้อย่างไร และมีผลอย่างไรบ้าง บงการ สายเนตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเปือย กำลังจะเฉลยข้อสงสัยเหล่านี้
     
      ไม่มีเงินก็มาโรงเรียนได้
      อาจารย์บงการเล่าว่า โรงเรียนบ้านเปือย ตั้งอยู่ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นโรงเรียนเล็กๆ มีครูเพียงไม่กี่คน และเด็กนักเรียนกว่าร้อยคน โดยเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ป.6
     
      สำหรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบวิถีพุทธและเริ่มมีกฎเหล็กไม่ให้เด็กเอาเงินมาโรงเรียนมานานนับ10 ปีแล้ว เพราะเห็นว่าโรงเรียนมีงบประมาณอาหารกลางวันสำหรับเด็ก รวมทั้งจัดกิจกรรมการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำหรับนักเรียนอยู่แล้ว อีกทั้งพ่อแม่ของเด็กๆ ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีฐานะไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ขัดสนเดือดร้อนมากนัก ดังนั้น ทางโรงเรียนไม่อยากให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครอง จึงห้ามเด็กนำเงินมาโรงเรียนโดยเด็ดขาด ถ้าใครนำมาถือว่ามีความผิดทั้งเด็กและผู้ปกครอง
     
      ด้วยเหตุดังกล่าว ในโรงเรียนจึงไม่มีของขาย ไม่มีขนมกรุบกรอบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีลูกอมซึ่งทำให้ฟันผุ รวมถึงไม่มีขยะเกลื่อนกลาด จึงไม่จำเป็นต้องจ้างภารโรง เพราะเด็กๆ ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียนและห้องเรียนของตนเอง ซึ่งช่วยสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และนิสัยเหล่านี้ก็จะติดตัวเด็กไปจนโต
     
      “เคยมีผู้ปกครองบอกมาว่า ไม่ให้เด็กใช้เงินเดี๋ยวก็จะใช้เงินไม่เป็น จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เด็กรู้จักใช้เงินโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินออกไป ซึ่งการมาโรงเรียนมันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไร บ้านกับโรงเรียนก็อยู่ไม่ไกลกัน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาหารกลางวันก็ไม่ต้องซื้อหา ขนม ผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โรงเรียนมีให้เด็กครบถ้วน จนผู้ปกครองเห็นว่าสิ่งที่โรงเรียนทำมีประโยชน์ต่อเด็ก เขาจึงเลิกคัดค้าน”
     
      แม้ที่นี่เด็กจะไม่นำเงินมาโรงเรียนแต่ทุกวันที่ 1-5 ของทุกเดือน เศรษฐีตัวน้อยจะแบกกระปุกออมสินที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ ทยอยกันมาฝากเงิน เสียงนับเงินเหรียญดังอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งอาจารย์บงการ เล่าว่า โรงเรียนต้องการสอนให้เด็กรู้จักอดออมจึงริเริ่มธนาคารออมทรัพย์ในโรงเรียนขึ้น โดยจะเริ่มออมกันตั้งแต่ระดับอนุบาลเลย
     
      ที่สำคัญเงินที่เด็กๆ นำมาฝาก ไม่ได้มาจากค่าขนมแต่มาจากน้ำพักน้ำแรง ของเด็ก ๆ ที่พวกเขาจะรับจ้างในวันหยุด อย่างเช่น ปลูกไร่มัน ไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ ฯลฯ ซึ่งเป็นการเรียนรู้การประหยัดใช้เท่าที่จำเป็น เป็นการฝึกฝนให้เด็กรู้จักการอยู่อย่างพอเพียง ชีวิตสามารถมีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินมาก
     
      ครูสบายใจไม่เป็นหนี้
      นอกจากที่นี่เด็กนักเรียนจะไม่ต้องนำเงินมาโรงเรียนและรู้จักอดออมแล้ว ครูยังไม่เป็นหนี้นอกระบบอีกด้วย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ อาจารย์บงการ บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ทำยากจริงๆ เพราะปลดหนี้ครูต้องใช้เวลานาน ใช้กัลยาณมิตรเข้าไปพูดคุยกับเขา อธิบายถึงวิธีปลดเปลื้องหนี้สินที่เราสามารถลดได้ แม้ไม่ได้ช่วยให้หนี้หมดภายในวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีนี้ก็ตาม
     
      เช่น ครูคนหนึ่งวางแผน 3 ปีจะลดหนี้จนหมด โรงเรียนก็ให้โอกาส หากใครมีไร่นาจะรีบกลับบ้านไปไร่สวนก็ได้ แต่ต้องเห็นผลตามแผนภายใน 3 ปี หนี้นอกระบบจะต้องหมด ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ และทางโรงเรียนก็สามารถปลดหนี้ครูทั้งโรงเรียนได้หมดในระยะเวลา 5 ปี
     
      “ตอนแรกก็มีปัญหาอุปสรรคมาก ครูมีหนี้เยอะมาก ติดลบมากกว่าเงินเดือนมากกว่า 20 เท่า พยายามให้เขาเป็นหนี้เฉพาะในระบบ ไม่เป็นหนี้นอกระบบเพราะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามาก บางครั้งชาวบ้านมาทวงหนี้ถึงโรงเรียน ครูเป็นหนี้ทั้งชาวบ้าน หนี้ครูด้วยกันเอง หนี้สหกรณ์ หนี้ธนาคาร ครูหมดความน่าเชื่อถือ สุดท้ายครูบางคนทำไม่ได้ก็ขอย้ายไปก็มี สำหรับกลไกการแก้ปัญหาหนี้สินครูค่อยๆ ลดการกู้หนี้ยืมสิน ลดเพดานหนี้ กำกับดูแล หาทางเลือก มีความพอดีในตัวไม่เอาเปรียบกัน ครูเองก็มีการปรับตัวเอง พยายามปลดหนี้นอกระบบ โดยการประหยัด ขยัน ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของตน ”อาจารย์บงการอธิบาย
     
      นอกเหนือจากนั้นครูในโรงเรียนทุกคนไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนันเป็นแบบอย่างที่ดี ให้กับเด็กๆ และชาวบ้าน ซึ่งการที่จะทำเช่นนี้ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
     
      “เมื่อผมอยากให้ครูทุกคนมาทำงานแต่งเช้า ผมก็มาทำงานแต่เช้า ตั้งแต่ 7 โมง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นพนัน เริ่มจากที่ตัวเรา เราสร้างคนด้วยใจ ต้องเข้าไปนั่งในใจเขา บางครั้งการใช้อำนาจก็ไม่ได้ผลเสมอไป คนจะเกรงกลัวเท่านั้น และเมื่อหมดอำนาจก็ไม่มีใครเชื่อฟังอีก หลายครั้งที่เราใช้อำนาจมาตรการทางสังคมมากระตุ้นมากกว่า เช่น ถ้าครูทำไม่ดี ชาวบ้านก็จะบอยคอต ไม่พูดไม่คุยด้วย เขาก็จะรู้ตัว และหากมีอะไรไม่เข้าใจกันก็จะคุยปรึกษากันโดยการล้อมวงกินข้าวร่วมกัน ต่างคนก็จะห่อข้าวมากินเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดี”
     
      ตามแนวโรงเรียนวิถีพุทธ
      หนึ่งในเหตุผลที่ครู นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องมาจากกระบวนการเรียนรู้ วิธีการเรียนการสอน และกติกาการอยู่ร่วมกัน โดยยึดหลักตามแนวทางพระพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียง
     
      “เมื่อก่อนโรงเรียนมีปัญหาเยอะมาก เด็กๆ จบ ป. 6 แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออก”อาจารย์บงการย้อนถึงความหลังเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา แล้วบอกด้วยความภูมิใจว่า “เดี๋ยวนี้เด็กป.2โรงเรียนของเราอ่านหนังสือเก่งกว่าเด็กจบป.6โรงเรียนอื่นอีก”
     
      ผอ.โรงเรียนบ้านเปือย พยายามชี้ให้เห็นว่า ครูที่โรงเรียนจะรู้จักและเข้าใจเด็ก ถึงแม้จำนวนครูต่อนักเรียน 1 : 35 แต่นั่นก็มิใช่ปัญหาเลย ยกตัวอย่าง ในการเรียนคณิตศาสตร์ครูจะให้โจทย์หลายข้อสำหรับเด็กที่เก่ง มีแวว ส่วนเด็กปานกลาง หรือเด็กเรียนอ่อนก็จะให้งานตามความสามารถ เด็กก็สามารถตอบสนองการเรียนรู้และเรียนไปพร้อมๆ กันโดยที่ไม่มีใครรู้สึกเบื่อหน่ายการเรียน
     
      เหนือสิ่งอื่นใด อาจารย์บงการบอกว่า คนดีต้องมาก่อนคนเก่ง ในการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นการบูรณาการหลักคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เข้ากับการเรียนรู้ในทุกสาระวิชา โดยทุกข์ คือ ปัญหาที่พบ ที่เกิดขึ้น สมุทัย หาสาเหตุของปัญหา นิโรค เป้าหมายในการแก้ไขปัญหา และมรรค วิธีแห่งการแก้ปัญหา คือ มรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ถ้าทำได้ปัญหาต่างๆ ก็ถูกขจัดไป
     
      “เมื่อก่อนก็เดินทางผิดมาตลอด เราเน้นการใช้ระเบียบวินัยสร้างคน แม้ระเบียบวินัยจะเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมากเกินไปก็จะเป็นผลให้เด็กพอจบออกไปขึ้นมัธยมต้นเป็นเด็กที่เกเร หลุดกรอบ เพราะอยู่ในระเบียบวินัยมานาน พอช่วงปี 2543-2544 จึงเกิดแนวคิดการนำพระพุทธศาสนามาใช้เป็นแนวทางในการเรียนการสอนโดยบูรณาการเรียนการสอนเข้าไปในทั้ง 8 สาระวิชา ผ่อนระเบียบวินัยที่ตึงจนเกินไป ปรากฏว่า เด็กดีขึ้น แต่เราลองผิดลองถูกมาตลอด อย่างเราให้เด็กนั่งสมาธิ สวดมนต์ คิดว่า ทำให้นักเรียนเป็นเด็กดี แต่จริงๆ แล้วไม่พอ จึงเกิดแนวคิดที่ว่า วิถีพุทธมันต้องปฏิบัติ สัมผัส รับรู้และเข้าใจได้ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการปฏิบัติมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ จนปลายปี 2545 เราก็เข้าร่วมโรงเรียนวิถีพุทธ”
     
      ผอ.โรงเรียนบ้านเปือย ทิ้งท้ายไว้ว่า เด็กที่เรียนจบไปแล้วบางคนทำงานในโรงงาน บางคนเป็นคนดูแลหอพัก เป็นผู้จัดการสาขาเซเว่นฯ ต่างๆ กันไป ทุกคนไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตเงินเดือนมากมาย แต่ทุกคนทำงานเลี้ยงชีพสุจริต และมีความสุข เด็กนักเรียนของเราสร้างความภาคภูมิใจให้กับครู พ่อแม่ ทุกคนเป็นคนดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อ ทำงานขยัน ซื้อสัตย์ อดทน มีสำนึกรักบ้านเกิด ลูกศิษย์หลายคนส่งข่าวคราวมาทางจดหมายเล่าสู่กันฟัง จัดกองกฐินนำเงินมาช่วยเหลือโรงเรียนได้เป็นแสนๆ แค่นี้เราในฐานะครูก็ดีใจมากแล้ว
     
      สิ่งที่อาจารย์บงการเล่าให้เราฟังตั้งแต่จุดเริ่มจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้ สะท้อนออกมาอย่างจริงใจว่า “ แม้เงินเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต”





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2549 09:27 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง