|
|
| ขณะที่สังคมปัจจุบันร้อนระอุไปด้วยความขัดแย้ง ความคิดเห็นที่แตกต่างถีบให้ผู้คนในสังคมแบ่งฝักฝ่ายถอยห่างจากกันเป็นพวกใครพวกมัน ความต่างทางความคิดไม่อาจนำมาผลิดอกออกผลเป็นคุณต่อสังคมส่วนรวมได้ จึงชวนให้เกิดคำถามว่า การศึกษาของชาติที่ผ่านมาไม่อาจสร้างสังคมฐานการเรียนรู้ได้กระนั้นหรือ
ขณะเดียวกันพ่อแม่ที่มีลูกหลาน ต่างก็คาดหวังว่าโอกาสทางการศึกษาที่ให้กับบุตรหลานจะเป็นสะพานนำไปสู่การงานที่มั่นคงและรายได้อันงดงาม...หากแต่การตระหนักถึงคุณค่าของความดีงามกลับลดน้อยถอยลงไปทุกที การศึกษากระแสหลักจึงให้ความสำคัญกับความเข้มข้นทางวิชาการมากกว่าบทเรียนที่จะช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม แต่ท่ามกลางการศึกษากระแสหลักที่มุ่งหวังพื้นที่ทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยและอาชีพอันสดใสในอนาคต แต่สำหรับ“โรงเรียนทอสี” สถานศึกษาเอกชนที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง เลขที่ 1023/46 ซ.ปรีดีพนมยงค์ 41 ถ.สุขุมวิท 71 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางที่ทางโรงเรียนนำมาปรับเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ หรือ ครูอ้อน ครูใหญ่โรงเรียนทอสี เปิดเผยว่า ในช่วงแรกของการทำโรงเรียนวิถีพุทธของโรงเรียนทอสีนั้น เป็นการทำตามกระแส และคิดว่าจะเป็นการช่วยให้เด็กไทยได้เรียนรู้แนวปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่แท้จริงซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่เป็นสุข “เริ่มจากตัวเราเองด้วย เพราะตอนนั้นเรารู้สึกหงุดหงิดเวลาเห็นครูในโรงเรียนไม่เอาใจใส่เด็ก ทำงานเช้าชามเย็นชาม พอเราหงุดหงิดเราก็แบ่งกระแสความเครียด ความหงุดหงิดนั้นไปให้กับครูในโรงเรียน ทุกคนก็ไม่มีความสุขไปด้วย จึงเริ่มปฏิบัติธรรม ก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น และรู้ว่าหากเราสามารถนำเอาธรรมมาใช้ในวิถีชีวิตได้ ก็จะทำให้เรามีความสุข คนรอบข้างก็มีความสุข จึงได้ทำอย่างจริงจังในโรงเรียน” เมื่อครูอ้อนได้พบกับความสงบในชีวิตจึงเกิดแนวคิดอยากแบ่งปันความสงบนั้นให้แก่ครูในโรงเรียน จึงเริ่มนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาแสดงธรรม และฝึกปฏิบัติธรรมในโรงเรียน จากนั้นได้ขยายไปยังกลุ่มผู้ปกครองนักเรียน ก่อนที่จะนำเอาแนวทางวิถีพุทธประยุกต์เข้าไปในการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา “ไตรสิกขา” คือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทางโรงเรียนทอสีนำมาใช้ ซึ่งครูอ้อนบอกว่า เป็นหลักการทางการศึกษาที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้อย่างชัดเจน นั่นคือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” “เมื่อก่อนเราจัดการศึกษาเราคิดแต่เรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ แต่เราหลงลืมไปว่า เราต้องพัฒนาพฤติกรรม และจิตใจของเด็กด้วย ครูอ้อนสังเกตเด็กที่โรงเรียน เวลามาโรงเรียนอยู่กับครูเป็นเด็กดี แต่พอเขาออกจากโรงเรียนไป แค่คนขับรถมารับ เขาโยนกระเป๋าใส่ พูดจาไม่เพราะ นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้เห็นคนทุกคนเป็นเพื่อน เห็นว่าเขาเป็นแค่คนรับใช้จะทำอย่างไรก็ได้ เราจึงต้องปลูกฝังให้เขารู้ว่า คนทุกคนในโลกนี้คือเพื่อนเกิดทุกข์ รับสุขเหมือนเราทุกคน คนทุกคนคือครูสำหรับเรา เราก็มาคิดว่า เด็กไม่ได้อยู่กับเราตลอด เขาต้องอยู่กับพ่อแม่ด้วย และที่สำคัญเด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่ครอบครัวมีฐานะ เราจึงต้องคุยกับผู้ปกครองของเด็ก” ครูอ้อนระบุว่า นักเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่มีฐานะและทางโรงเรียนเก็บค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพง แต่ทางโรงเรียนมีปรัชญาทางการศึกษาของตนเองชัดเจนว่าเป็นการเรียนการสอนวิถีพุทธ แม้บางครอบครัวมีความสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ แต่หากวิถีชีวิตของครอบครัว หรือตัวพ่อแม่ไม่เกื้อหนุนต่อรูปแบบการศึกษาของโรงเรียนก็ไม่สามารถเข้ามาเรียนได้ หลักไตรสิกขาจึงไม่ได้ใช้เฉพาะกับเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่หลักธรรมดังกล่าวครูในโรงเรียนก็ต้องยึดถือปฏิบัติ ที่สำคัญผู้ปกครองก็ต้องพร้อมเรียนรู้และนำไปปฏิบัติด้วย ก่อนที่ทางจะรับเด็กเข้าเป็นนักเรียนของโรงเรียน ครูจะนำผู้ปกครองชมโรงเรียน บอกเล่าถึงหลักสูตรการเรียนการสอน รูปแบบที่ทางโรงเรียนใช้ในการให้ความรู้และปลูกฝังเด็กๆ เพื่อให้ผู้ปกครองได้ตัดสินใจด้วยว่า เป็นแนวทางที่ต้องการให้ลูกได้ศึกษาอย่างแท้จริง จากนั้นผู้ปกครองจะต้องทำแบบทดสอบของทางโรงเรียน และสอบสัมภาษณ์ ทั้งหมดเพื่อประเมินว่าครอบครัวพร้อมสำหรับการส่งเสริมการศึกษาแนววิถีพุทธตามรูปแบบของโรงเรียนหรือไม่ “เราต้องพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อให้รู้ว่าวิถีชีวิตในครอบครัวของเด็ก สอดคล้องไปกับแนวการศึกษาของโรงเรียนหรือไม่ เพราะเราต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองด้วย ต้องเข้าใจว่าพ่อแม่ที่มีเงินส่วนใหญ่ก็มักจะสรรหาทุกอย่างให้ลูกตามที่ลูกต้องการ แต่เราไม่ต้องการให้เด็กเป็นผู้รับฝ่ายเดียว เราอยากให้เขารู้ว่าทุกชีวิตในโลกนี้คือครูที่สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ ทุกชีวิตล้วนเกิดทุกข์ รับสุขเช่นเดียวกัน เราจึงต้องขอความร่วมมือกับพ่อแม่ด้วย ในช่วงเวลาที่เด็กอยู่ที่บ้านขอให้เด็กดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์น้อยที่สุด ขอให้เด็กได้ช่วยทำงาน ฝึกให้เขามีจิตอาสาเสนอตัวช่วยเหลือพ่อแม่ ให้พ่อแม่ใช้หลักอริยสัจสี่กับลูก ไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร” นอกจากนี้ ครูอ้อนยังเชิญผู้ปกครองมาเยี่ยมชมการเรียนการสอนของทางโรงเรียนในระหว่างภาคเรียน เพื่อให้พ่อแม่ได้รู้ว่าแนวทางของโรงเรียนเป็นเช่นไร และนำเอาสิ่งดีๆ ไปขยายปฏิบัติต่อที่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ครูอ้อนเน้นย้ำกับผู้ปกครองทุกคน คือการใส่ความดีงามให้กับเด็กบ่อยๆ ซ้ำๆ สม่ำเสมอ ด้วยการชื่นชมเมื่อเด็กทำดี “หากเด็กทำดีที่โรงเรียน ครูก็จะนำไปบอกให้พ่อแม่ได้ฟัง พ่อแม่ก็เอาไปชื่นชมลูกต่อ เช่นเดียวกันเมื่ออยู่ที่บ้านเด็กทำดีพ่อแม่ก็มาบอกครู ครูก็จะชื่นชมเด็กด้วย เราจะบอกเขาตลอดเวลาว่าการที่หนูเป็นคนดีคือคนเก่ง คนเก่งของพวกเราคือคนที่ อดทน ใฝ่รู้ มีความเพียร มีน้ำใจ ซื่อตรง เหล่านี้คือการเป็นคนเก่ง การเป็นคนเก่งไม่ใช่เรียนเก่ง ท่องเก่ง ต้องชนะเพื่อน แต่การเป็นคนดี คือการเป็นคนเก่งของพวกเรา ็นเก่งไม่ใชกรเรยนเกง ทองเกง และการถูกชื่นชมเช่นนี้จะทำให้เด็กเกิดความศรัทธาในตัวเอง” “ครูแจ๊ส” พัชนา มหพันธ์ ฝ่ายวิชาการชีวิต ประถม โรงเรียนทอสี ยกตัวอย่างหลักสูตรของทางโรงเรียนที่ประยุกต์เอาหลักธรรมทางศาสนาเข้าไปรวมกับสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มของกระทรวงศึกษาธิการว่า ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนทอสีจะแบ่งบทเรียนออกเป็น 12 บทเรียน เรียนชั้นละ 2 บทเรียน เมื่อจบชั้น ป.6ก็จะเรียนครบ 12 บทพอดี เช่น ในชั้น ป.1 จะเรียนเรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงกันอยู่ ทั้งคนต่อคน คนต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตต่อสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต นั่นคือทุกอย่างเป็นองค์รวม “ภาคเรียนแรกเด็กชั้น ป.1 จะได้เรียนเรื่อง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” แทนที่เราจะสอนเฉพาะเรื่องร่างกาย อวัยวะ แต่เราสอนให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องจิต จิตอยู่เหนือร่างกายของเรา สัมผัสทั้งหลายที่เรารู้สึก คือสิ่งปรุงแต่ง หากเราสามารถสำรวมจิตได้ก็จะมีความสุข ชี้ให้เด็กได้เห็นว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออกไปนั้นเพราะจิตกำหนดเราต้องควบคุมให้ได้ ไม่กล่าววาจาไม่สุภาพ มีกิริยาอ่อนน้อม และเรียนรู้ตั้งแต่เขาเกิดมา ความเชื่อมโยงของเขากับแม่ตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่ให้อาหารเราอย่างไร มีพระคุณกับเราแค่ไหน เด็กจะไม่เพียงได้เรียนรู้เรื่องสิ่งมีชีวิต แต่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องของจิตด้วย” เมื่อเข้าภาคเรียนที่ 2 ชั้น ป.1เด็กจะได้เรียนเรื่อง “หนี้ศักดิ์สิทธิ์” สอนให้รู้ว่าชีวิตที่เกิดขึ้นมาล้วนมีหนี้ที่ใช้ไม่หมด หนี้พ่อแม่ หนี้ต่อแผ่นดิน เราต้องชดใช้หนี้นั้นด้วยธรรมะ ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำหน้าที่ลูกที่ดี เป็นคนดี ส่วนในระดับ ป.2 หลักสูตรปกติให้เรียนเรื่อง สิ่งมีชีวิต แต่โรงเรียนทอสีประยุกต์เป็น กตัญญูกตเวทิตา ป.3 หลักสูตรปกติให้เรียนเรื่อง สิ่งแวดล้อม โรงเรียนทอสีประยุกต์เป็น เมล็ดพันธุ์แห่งความดี หรือในชั้น ป.4 หลักสูตรปกติให้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์ โรงเรียนทอสีประยุกต์เป็น ตามรอยกรรม หลักสูตรที่ประยุกต์ทั้งหมดจะได้ทั้งเนื้อหาสาระตามที่ ศธ.กำหนด และเชื่อมโยงด้วยหลักธรรมทางศาสนาพุทธอย่างมีเหตุมีผลเกื้อหนุนกันและกัน “เด็กๆ จะเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ และไม่เบื่อ สนุกกับการทำความดี ที่สำคัญเด็กจะมองทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน พฤติกรรมของเด็กจะถูกปรับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถ แม่บ้าน หรือนักการภารโรง เด็กๆ จะยกมือไหว้และทักทายอย่างนอบน้อม ซึ่งเมื่อเขาเติบโตขึ้นความดีงามเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นในสังคมของเรา” ครูแจ๊สกล่าวสรุป |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2549 09:16 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|