|
|
| เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดย “ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์” ได้เรียกประชุมด่วนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศประมาณ 20 แห่ง และมีข้อสรุปออกมาเป็นมติเอกฉันท์ว่า ขอให้มีการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัย” โดยแยกออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า “หลังมีการปรับโครงสร้างโดยยุบทบวงมหาวิทยาลัยเข้ากับ ศธ. การบริหารงานใน 3 ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการบริหารงานลดลงอย่างชัดเจน มีปัญหาในการบริหารงานค่อนข้างมาก ในเชิงนโยบายยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านบวก”
จากนั้น สกอ.ได้นำมติดังกล่าวไปนำเสนอต่อ “คณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)'' เพื่อให้ใช้อำนาจดำเนินการอย่างเร่งด่วน การเคลื่อนไหวดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบตามมามากมาย เนื่องเพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องบอกว่า เร็วเกินความพอดี ที่สำคัญคือ มีมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบการเรียกประชุมของ สกอ.ในครั้งนี้ คำถามที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นว่า เหตุผลที่สกอ.ช่วงชิงเสนอการแยกกระทรวงต่อ คปค. มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอุดมศึกษา หรือเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์กันแน่ -1- หลังโยนหินถามทาง และเดินทางไปยื่นหนังสือให้ คปค. เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิชได้ออกมาชี้แจงข้อสงสัยเหล่านี้อีกครั้ง โดยบอกว่า สกอ.ได้ทำหนังสือขอแยกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยส่งไปที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คปค. เรียบร้อยแล้ว ผ่านทางเจ้าหน้าที่ระดับ 10 ของ สกอ.ซึ่งไปประจำอยู่กับ คปค. โดย คปค.รับเรื่องไว้และจะนำเสนอพล.อ.สนธิ พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ หาก คปค.รับหลักการ การจัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็จะเร็วขึ้น โดยในหนังสือที่ยื่น คปค.มีหลักการและเหตุผลถึงความจำเป็นต้องแยกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ชัดเจน แต่หาก คปค.ต้องการให้สกอ.ไปชี้แจงด้วยวาจาอีกครั้งก็ยินดี “หลังมีข่าวมีกระแสตอบรับเชิงบวกเข้ามามาก ส่วนที่มีกระแสข่าววิจารณ์ว่าแยกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อปูทางให้ตัวเองรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมฯ เป็นคนแรกนั้น ไม่เกี่ยวกัน ผมทำงานไปตามหน้าที่ปกติ ซึ่ง ทปอ.ได้เตรียมการจะเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลชุดใหม่อยู่แล้ว แต่ตนเห็นว่าช่องทางดังกล่าวจะล่าช้ากว่าช่องทางนี้ จึงได้นำเสนอคปค.ไป”ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิชแจกแจง ด้าน ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โดยหลักการการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการบริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาต้องมีเอกภาพ ส่วนการเป็นเอกภาพนั้นจะต้องอยู่ในกระทรวงเดียวกันหรือแยกกระทรวงออกไปก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเช่นในอดีต ที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ในส่วนของอุดมศึกษาก็ทำเฉพาะส่วนตัวเอง แม้แต่การจะรับนักเรียนเข้ามาเป็นนิสิต นักศึกษาก็ไม่ได้ฟังการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาหรือจัดการการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานก็ไม่ได้เชื่อมโยงหรือมองให้ทะลุถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา การอุดมศึกษาเองก็ไม่เคยมองย้อนลงมา นี่คือโจทย์หลักและหลักการสำคัญที่เราต้องพูดถึง “ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามหลอมรวมให้การศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน แม้จะมีปัญหาอยู่ 2-3 ประการคือ 1.ศธ.มีความเทอะทะมากเกินไป 2.ผู้บริหารที่มาจากสายการเมืองหรือผู้บริหารที่เป็นข้าราชการประจำของ ศธ.ไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมโดยมีหลักการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเชื่อมโยงถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาและทำให้อุดมศึกษาคล่องตัว 3.ในการพัฒนาบุคคลากรที่เป็นข้าราชการประจำของศธ. และสกอ.ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องของการอุดมศึกษาที่ชัดเจน จึงก่อให้เกิดปัญหามากพอสมควร” “เมื่อมาถึงวันนี้เสียงส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นทปอ.บอกว่าจำเป็นต้องแยกสกอ.ออกจากศธ.ผมเองก็ยินดีสนับสนุน แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเร่งรีบ เหมือนการใช้โอกาสที่บ้านเมืองกำลังเป็นอย่างนี้ รีบดำเนินการมากเกินไป แต่ก็เข้าใจว่าที่เรียบเพราะโอกาสในการปรับเปลี่ยนหรือคิดแยกสกอ.ออกไปจากศธ.นั้นเป็นเรื่องยาก เมื่อบ้านเมืองมีคปค.ขึ้นถือเป็นโอกาส แต่ไม่อยากให้ใช้โอกาสโดยปราศจากเหตุผล” ขณะที่ วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีม.แม่ฟ้าหลวง(มฟล.) มองว่า 3 ปีที่ผ่านมามีการย้ายสถาบันอุดมศึกษามารวมใน สกอ.มากขึ้นกว่าเท่าตัว นักศึกษาเพิ่มขึ้นกว่า 6 แสนคน ซึ่งปัจจุบันธรรมชาติและวิธีการทำงานของอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความแตกต่างกัน การรวมอยู่ที่เดียวกันทำให้เกิดความไม่คล่องตัว เพราะอุดมศึกษาปัจจุบันจะต้องมีการการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว จึงไม่เหมาะสมกับสภาพการทำงานที่จะมาอยู่รวมกัน ที่จะทำให้ใหญ่และอุ้ยอ้าย และหากแยกส่วนออกไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการประสานงาน เพราะสมัยเป็นทบวงมหาวิทยาลัยก็เคยดำเนินการมาแล้ว เพียงแต่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ได้เสนอชื่อกระทรวงใหม่ให้เป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย เพื่อชี้บทบาทของการอุดมศึกษาให้ชัดเจนขึ้น ส่วนงบประมาณก็แยกงานในส่วนของอุดมศึกษาออกมาเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบ “แต่การแยกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และต้องสอบถามความคิดเห็นจากหลายหน่วยงาน ทั้ง ศธ. สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร.)ว่าเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ และต้องมี พ.ร.บ.การบริหารระเบียบราชการเพิ่มเติม ซึ่งในช่วงการบริหารงานของ คปค.เวลาจำกัดอาจจะแล้วเสร็จไม่ทัน แต่เบื้องต้นอาจจะออกประกาศเหมือนการประกาศตั้งทบวงมหาวิทยาลัยในสมัยคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ที่ออกประกาศเพียงบรรทัดเดียว ส่วนการวางระบบการบริหารค่อยดำเนินการตามมาในภายหลังได้” ส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นการใช้โอกาสในช่วงปฏิรูปการปกครองนั้น อธิการบดี มฟล.กล่าวว่า ต้องดูนโยบายของ คปค.ต่อเรื่องนี้ หากเห็นว่าจะเป็นการพัฒนาการศึกษาทีดีก็ไม่ใช่เรื่องของโอกาส และคงต้องถามความเห็นของนายกฯ คนใหม่ด้วย แต่ต้องคำนึงประโยชน์การศึกษาในระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งดัชนีชี้วัดผลการพัฒนาการศึกษาที่ดีขึ้นนั้น อยู่ที่ความคล่องตัว คุณภาพ การเติบโตเป็นไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง และปัญหาได้รับการแก้ไขหรือไม่ หากเป็นไปตามนั้นก็เป็นบทพิสูจน์ได้ถึงเหตุผลที่จะต้องแยกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ -2- อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะขับเคลื่อนของ สกอ.ดูเหมือนว่า จะไม่ราบรื่นเสียทีเดียว เมื่ออธิการบดีหลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงไม่รับลูกอย่างเต็มตัว รวมทั้งมีอีกไม่น้อยที่ไม่ทราบถึงการประชุมและมติที่เกิดขึ้น ศ.ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีม.มหิดล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการแยกกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยออกจากกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรต้องใช้เวลาในการหารือร่วมกันอย่างรอบคอบ ไม่ควรจะรีบเร่งดำเนินในช่วงเวลานี้ ซึ่งที่ผ่านมาการรวมอยู่ในสังกัดเดียวกันก็ไม่ได้ส่งผลเสียหายแต่อย่างใด กลับทำให้เกิดความเข้าใจในการทำงานเพราะได้ทำงานร่วมกับการศึกษาระดับต่างๆ ด้วย “หากจะแยกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ออกมาจาก ศธ.จริง ก็ไม่ควรมาเร่งดำเนินการในช่วงนี้ที่ไม่อยู่ในสถานการณ์ปกติ และไม่ควรจะต้องไปเกี่ยวกับ คปค. เรื่องนี้ควรผ่านการพิจารณาตามกระบวนทางกฎหมายตามปกติและต้องคุยกันมากกว่านี้” อธิการบดี ม.มหิดลบอกด้วยว่า สำหรับการดำเนินงานทางวิชาการหรือการทำวิจัยต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยก็ดำเนินการเอง โดยไม่ได้เข้าไปอาศัย สกอ. อยู่แล้ว การรวมอยู่ใน ศธ.ด้วยกันจึงไม่ใช่ปัญหาในการพัฒนางานวิชาการ “สกอ.บอกว่าเชิญอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วมประชุม แต่ผมไม่เห็นได้รับเชิญร่วมประชุมแต่อย่างใด” เช่นเดียวกับ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีม.ธรรมศาสตร์ที่ตอบสั้นๆ ว่า “ผมไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม หากเชิญมาก็คงไปเข้าร่วมประชุมด้วย จึงยังไม่มีความเห็นในเรื่องนี้เพราะยังไม่เห็นข้อเสนอของ สกอ.” จากความเห็นของมหาวิทยาลัย แน่นอนว่า คงต้องไปสอบถามทาง ศธ. กัน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่อยู่ร่วมกันนั้น ทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารงานลดลงอย่างชัดเจน ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. รายหนึ่งให้ความเห็นว่า ตลอดเวลาที่มีการปรับโครงการการศึกษาและให้ สกอ.ขึ้นตรงกับกระทรวงนั้น ความจริงการทำงานของ สกอ.มีความเป็นเอกเทศ มีอิสระสามารถที่จะทำอะไร ตัดสินใจอะไร ได้ทุกเรื่อง หากเห็นว่าเรื่องนั้นมีประโยชน์ต่อเด็กไทย การที่มาเปิดประเด็นว่าอยู่ในการดูแลของกระทรวงแล้วทำให้การทำงานล่าช้า นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะระบบข้าราชการต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน และดูความเหมาะสมด้วย อย่างไรก็ตาม หากต้องการจะแยกออกไป แล้วจัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ ก็เสนอ คปค.ให้เป็นฝ่ายตัดสินใจ ไม่อยากแสดงความคิดอะไรออกไปในตอนนี้ เกรงว่าถ้าพูดอะไรออกไปจะกลายเป็นชนวนสร้างความแตกแยกแก่ระบบการศึกษาไทย ซึ่งวันนี้มีหลายเรื่องจะต้องเร่งสะสางแก้ไข “สกอ.เคยมีอิสระ พอมาอยู่ในการดูแลของกระทรวง อาจมองว่าถูกลดอำนาจ ลดทอนบทบาทลง จึงอยากกลับไปเหมือนเดิม และการขอจัดตั้งกระทรวงขึ้นใหม่ คปค.พิจารณา ทบทวนอย่างรอบครอบ โดยให้คำนึงถึงเด็ก เพราะเด็กจะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และการศึกษาคือรากฐานสำคัญที่จะต้องก่อร่างสร้างให้แข็งแรง”ผู้บริหารระดับสูงของศธ.ให้ความเห็น |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2549 09:39 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|