[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : เร่งแก้ นร.อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ลุยสอบเด็ก 3 ช่วงชั้นทุกคนปลายปีนี้

      สพฐ.เตรียมจัดทดสอบนักเรียน ป.2 ป.5 ม.2 และ ม.5 ทุกคนปลายปีการศึกษา 2549 เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนยกคุณภาพนักเรียน แก้เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พร้อมตามตัวนักเรียนที่ตกหล่นมาเข้าสู่ห้องเรียน และเพิ่มยอดเรียน ต่อ ม.ปลาย
     
      คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ในปลายปีการศึกษา 2549 นี้ สพฐ.จะจัดสอบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ป.2 ป.5 ม.2 และ ม.5 ทุกคน รวมนักเรียนประมาณ 3.6 ล้านคน เหตุผลที่ สพฐ.ให้สอบทุกคน เพราะต้องการได้ข้อมูลผลการเรียนของเด็กเป็นรายคน จากนั้นจะนำผลประเมินมาใช้วางแผนพัฒนายกคุณภาพนักเรียน โดยเชื่อว่าผลการประเมินออกมาจะต้องมีการแก้ปัญหาเรื่องการ อ่าน-เขียน ของนักเรียน เนื่องจากปัจจุบันยังพบว่ามีนักเรียนที่อ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่องจำนวนพอสมควร และการอ่านไม่ออกเขียนไม่คล่องนี้ฉุดให้นักเรียนไม่ประสบความสำเร็จในวิชาอื่นๆ ตามไปด้วย
     
      อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทาง สพฐ.ตั้งเป้าไว้ว่า นักเรียนเมื่อจบช่วงชั้นที่ 1 หรือ ป.3 แล้ว เด็กทุกคนต้องอ่านออกเขียนได้ ขณะเดียวกัน สพฐ.มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ และ ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เนื่องจากพบว่าเด็กไทย ยังอ่อนอยู่
     
      “การที่ สพฐ.เลือกประเมินกลางช่วงชั้น เพราะต้องการให้ได้ข้อมูลไว้เปรียบเทียบกัน ว่า ก่อนและหลังจากที่เราพัฒนาคุณภาพนักเรียนในปีการศึกษา 2550 แล้ว นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ หากเลือกประเมินปลายช่วงชั้น คือ ป.3 ป.6 ม.3 ก็จะไม่สามารถติดตามดูพัฒนาการของเด็กได้ แต่ สพฐ.ไม่ได้ทิ้งยังคงจัดประเมินปลายช่วงชั้นอยู่ เพียงแต่จะสุ่มประเมินไม่ ใช่ประเมินทุกคน ซึ่งเรื่องการประเมินนักเรียน สพฐ.จะมอบ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ แต่ใช้ข้อสอบที่ส่วนกลางสร้างขึ้น”
     
      คุณหญิงกษมา กล่าวต่อว่า งานพัฒนาคุณภาพนักเรียน ตนจะดำเนินการเมื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.พร้อมกันนี้ ยังมีนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย โดยจะให้ทุก สพท.ไปสำรวจเด็กที่ยังตก หล่นไม่เข้าสู่การศึกษาภาคบังคับ แล้วทำแผนพาเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน เพราะประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งวันนี้ก็ยังพบว่ามีเด็กตกหล่น อีกเรื่องหนึ่งที่ตนจะเข้าไปดูแลก็คือลดอัตราออกกลางคันของนักเรียน
     
      ทั้งนี้ สพฐ.มีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนนักเรียนเรียนต่อระดับมัธยมปลายด้วย ปัจจุบันจำนวนนักเรียนที่เรียนต่อ ม.ปลาย คิดเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนเด็กทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำกว่าหลายประเทศ ดังนั้น สพฐ.จะผลักดันให้เด็กเรียนต่อสายสามัญ หรือสายอาชีพ หรือจะเลือกเรียนต่อโรงเรียน เอกชน ขอให้จำนวนนักเรียนเรียนต่อม.ปลายเพิ่มขึ้นเป็นพอ
     
      “เดือนธันวาคมนี้ สพฐ.จะจับมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จัดสัปดาห์แนะแนวเรียนต่อระดับมัธยมปลาย ขึ้น และจะเชิญ ผอ.สพท.ทั่วประเทศมาประชุมเพื่อตั้งเป้าให้ชัดเจนว่า จะต้องให้เด็กเข้าสู่ภาคบังคับ 100% ภายในระยะเวลาใด และจะเพิ่มจำนวนนักเรียนเรียนต่อ ม.ปลาย เป็นเท่าใด”
     
      คุณหญิงกษมา กล่าวด้วยว่า สพฐ.ยังมีนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้กับโรงเรียนและสถานศึกษา โดยหลังจากที่ สพฐ.นำ ผอ.สพท.และผู้บริหารสถานศึกษา ครู และศึกษานิเทศก์ ประมาณ 10,000 คน เข้าร่วมโครงการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ และ สพฐ.จะเริ่มจัดสรรงบประมาณเป็นก้อนให้ เขตพื้นที่ไปบริหารจัดการเอง ส่วนสถานศึกษานั้น สพฐ.จะกระจายอำนาจทางวิชาการให้ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณเป็นก้อนให้โรงเรียนไปบริหารจัดการเองโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โดยช่วงแรกนี้ จะเริ่มกระจายอำนาจให้โรงเรียนประมาณ 700 แห่งที่มี ความพร้อมก่อน ส่วนที่เหลือให้ สพท.ไปทำแผนพัฒนาให้โรงเรียนมีความเข้มแข็งพร้อม รับการกระจายอำนาจในอนาคต ทั้ง นี้ สพฐ.จะประกาศให้ปี 2550 เป็นปีแห่งการกระจายอำนาจและสร้างความเข้มแข็งให้ เขตพื้นที่และสถานศึกษา





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2549 18:03 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง