|
|
| นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประกาศหยุดเรียน เคลื่อนไหวคัดค้านนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เดินรณรงค์ชี้แจงเหตุผลการคัดค้านและไฮปาร์กชักชวนนิสิตเข้าร่วมค้านด้วย เตรียมยื่นหนังสือต่อผู้บริหาร ส่วนนักศึกษา ม.บูรพากว่า 200 คน เดินทางเข้ากรุงฯ บุกรัฐสภา เตรียมยื่นหนังสือค้านต่อ สนช. เผาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยบูรพา 8 ธันวา ดีเดย์เคลื่อนไหวแบบเครือข่ายพร้อมกันทุกสถาบันค้านออกนอกระบบทั่วประเทศ ขณะที่สภาคณาจารย์ศิลปากร ขอชะลอร่าง พ.ร.บ.ออกนอกระบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ว่า เมื่อเวลา 9.00 น.กลุ่มนิสิตนักศึกษาต้านการแปรรูปมหาวิทยาลัย นำโดยนายเก่งกิจ กิตติเรียงลาภ นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 30 คน ได้รวมตัวกันที่หน้าคณะรัฐศาสตร์ กล่าวไฮปาร์กชี้แจงถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และเชิญชวนให้นิสิตที่เดินผ่านไปมาเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวดังกล่าว นายเก่งกิจ กล่าวไฮปาร์กว่า ในส่วนของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วันนี้หยุดการเรียนการสอน และขอเชิญให้นิสิตคณะอื่นๆ หยุดเรียนด้วย เพื่อแสดงพลังคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เนื่องจากวันนี้ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จุฬาฯ จะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และในเวลา 12.00 น.นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 200 คน จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต่อ สนช. ที่รัฐสภาด้วย ในส่วนของจุฬาฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้บริหารที่ตึกอธิการบดี จุฬาฯ นายเก่งกิจ กล่าวอีกว่า ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มเคลื่อนไหว โดยขึ้นป้ายผ้าคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว และวันที่ 8 ธันวาคม มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต โดยมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวภายในมหาวิทยาลัยกันเอง และในวันนั้นทางจุฬาฯ นัดชุมนุมพร้อมกันที่หน้าหอสมุดกลาง ตั้งแต่เวลา 16.00 – 19.00 น. ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบเครือข่ายทั่วประเทศ และนิสิต นักศึกษาแต่ละสถาบันจะยื่นหนังสื่อคัดค้านถึงผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัย นอกจากนี้อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารมหาวิทยาลัย จัดเวทีใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อดี ข้อเสียของการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบร่วมกัน สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีนิสิตสนใจเข้าร่วมฟังการไฮปาร์ก ประมาณ 100 คน โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้าร่วมด้วย และได้เคลื่อนย้ายจุดไฮปาร์กไปยังบริเวณตรงข้ามศาลาพระเกี้ยว ทั้งนี้ กลุ่มนิสิตนักศึกษาต้านการแปรรูปมหาวิทยาลัย จะเดินถือป้ายผ้าไปยังคณะต่างๆ และหยุดไฮปาร์กชี้แจงถึงการคัดค้าน การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในจุดต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ยังมีการเรียนการสอนภายในคณะตามปกติ และมีนิสิตกว่าครึ่งเข้าเรียนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิงกับกรณีที่นายเก่งกิจ แกนนำการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ออกมาเปิดเผยว่าไม่มีการเรียนการสอนใดๆ ในวันนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา ประมาณ 200 คน ได้เดินทางด้วยรถโดยสารขนาดใหญ่เข้ามายังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. และได้เข้าสักการะพระบรมรูปทรงม้าก่อนจะเดินทางไปยังรัฐสภา โดยจะมีการเผาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยบูรพาด้วย **ผู้บริหารพระเกี้ยวแจง ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า ตามที่หนังสือพิมพ์บางฉบับได้เสนอข่าวบุคคลบางกลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ เมื่อเร็วๆนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอชี้แจงว่า การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็เพื่อปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ บริหารวิชาการ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องติดขัดในกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนของทางราชการ มหาวิทยาลัยยังคงเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง มิได้มุ่งแต่ค้าหากำไรมาแบ่งปันกัน หากแต่ดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะทางการศึกษาเท่านั้น จุฬาฯมีนโยบายชัดเจนในการจัดสรรทุนการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดสรรเงินทุนปีละประมาณหนึ่งร้อยล้านบาท เพื่อรับประกันว่าทุกคนที่สอบเข้าจุฬาฯ ได้ จะได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี ปัจจุบันมีนิสิตกว่า 2 พันคนได้รับทุนการศึกษา และในมาตรา8 ของพ.ร.บ.จุฬาฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยจะดำเนินการโดยยึดหลัดความเสมอภาคทางการศึกษา สร้างความเป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไปกับความมีคุณธรรมฯลฯ สำหรับประเด็นอำนาจของผู้บริหารนั้นตามต่าง พ.ร.บ. หมวด 3 และ4 ได้กำหนดกรอบกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและชัดเจน มีการดุลและคานอำนาจ สามารถตวรวจสอบได้ และอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ป.ป.ช.และ ส.ต.ง. เป็นต้น อนึ่ง พ.ร.บ.จุฬาฯ นี้ได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ 26-29 พ.ค. 2543 จำนวน 5 ครั้ง/26 ต.ค.-9พ.ย. 2541 จำนวน 10 ครั้ง/ต.ค. 2543 –ก.พ.2545 โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ดร.สายสุรี จุติกุล นายโสภณ สุภาพงษ์ เป็นกรรมการ และตั้งแต่ปี 2543-ปัจจุบัน มีรายการอธิการบดีพบประชาคม ในประเด็นนี้มากกว่า 6 ครั้ง รายการอธิการบดีออนไลน์ และการจัดทำเว็บไซต์ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ โดยเฉพาะ ปัจจุบันสภามหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มี ศาตราจารย์(พิเศษ) จรัล ภักดีธนากุล เป็นประธาน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมจุฬาฯ อีกด้วย **สภาคณาจารย์ ม.ศิลปากรขอชะลอ วันเดียวกัน สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ออกแถลงการณ์''วอนรัฐบาลชะลอการเสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ...'' ความว่า “ตามที่จะมีการเสนอร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. เข้าสู่ที่ประชุมครม.ด้วยความเร่งรีบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีข้อยุติในประชาคม อันนำไปสู่ความขัดแย้งในองค์กร อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวมิใช่นโยบายหลักของรัฐบาลยุคปัจจุบันที่ได้ประกาศต่อสาธารณชนในวันเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งการปฏิรูปการศึกษามีเรื่องเร่งด่วนหลายเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่มิใช่การเร่งพ.ร.บ.ในกำกับแต่อย่างใด และจากที่ประชุมสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 มีมติเห็นควรชะลอการเสนอร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.... ออกไปก่อน เนื่องจาก 1. ต้องการความชัดเจนของพ.ร.บ.กลาง เกี่ยวกับการส่งเสริมมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ได้ร่างขึ้น ในการประชุม ท.ป.อ.เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2549 ที่ผ่านมา 2. ต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบต่อบุคลากร นักศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย ในด้านต่างๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความมั่นคงในวิชาชีพ สิทธิและเสรีภาพทางวิชาการ 3. ความไม่พร้อมด้านสถานภาพและทรัพย์สินของทางมหาวิทยาลัย เนื่องจากในปัจจุบัน ในบางวิทยาเขตไม่มีทรัพย์สินเป็นของตน เช่น วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ (ทับแก้ว,นครปฐม) ซึ่งเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งทางมหาวิทยาลัยดำเนินการเช่าอยู่ 4.ผลสำรวจความคิดเห็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งล่าสุดพบว่า บุคลากรที่เป็นข้าราชการ 90.68% ต้องการมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการ และพนักงาน 64.94% ต้องการเปลี่ยนสถานะจากพนักงานเป็นข้าราชการ จากเหตุผลดังกล่าว สภาคณาจารย์ได้มีหนังสือทักท้วงไปยังสภามหาวิทยาลัยแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด จึงได้ทำหนังสือเสนอรัฐบาลและแจ้งสื่อมวลชนให้ทราบต่อไป **ประชาคม มศว รับได้ออกนอกระบบ ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับว่า ในส่วนของ มศวนั้น ผ่านกฤษฎีกาไปเรียบร้อยแล้วแม้ว่าทางกฤษฎีกาจะส่งกลับมา เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยดูในส่วนที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไข เนื่องจาก พ.ร.บ.ออกนอกระบบของ มศวนั้นได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์มาเป็นอย่างดี เมื่อ พ.ร.บ.เข้าไปสู่คณะรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเข้าสู่การการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ต่อจากนั้นจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วม เท่าที่คุยกับ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมีกรรมการหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และทีมกฎหมายที่รัฐมนตรีได้แต่งตั้งขึ้น ทั้งนี้ จะมีทีมของมศว อีก 1-2 คน ในส่วนพ.ร.บ.ออกนอกระบบของ มศว นั้นไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไข “ในส่วนของมศว ขณะนี้ ได้เตรียมตัวการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ โดยมีพนักงานมหาวิทยาลัยที่เป็นอาจารย์เจ้าหน้าที่ และบุคลากรกว่าครึ่งหนึ่ง จะเห็นว่าระบบราชการของมศว จะค่อยๆ หมดไป เราเตรียมตัวเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมา 4-5 ปีแล้ว หัวใจของพ.ร.บ.ออกนอกระบบของ มศว นั้น ก็คงจะมีหลักการทั่วไปที่คล้ายคลึงกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยจะให้สภามหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญ และสภาพมหาวิทยาลัยต้องมีความเข้มแข็ง และสิ่งที่ต้องทำและดำเนินการก็คือระบบโครงสร้างของบุคลากร และต้องปรับในเรื่องระบบพนักงาน ซึ่ง มศวมีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งและให้ความสำคัญกับพนักงานมหาวิทยาลัยมาก มีหลายส่วนที่ มศวดำเนินการล้ำหน้าสถาบันการศึกษาอื่นๆ” ศ.ดร.วิรุณ กล่าวอีกว่า ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างพลังการทำงานร่วมซึ่งเป็นเป็นหัวใจสำคัญมากในการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับที่ต้องมีการแข่งขัน ดังนั้น บุคลการจึงต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆ ด้าน เราต้องเปิดมหาวิทยาลัยในมิติต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่ ความเข้มแข็งทางวิชาการ งานวิจัย หรือการเรียนการสอนเพียงแค่นั้น ต่อแต่นี้ไปมหาวิทยาลัยต้องเชื่อมโยงตัวเองไปสู่ภาคเอกชน ภาครัฐ ให้มากขึ้น ทุกวันนี้บุคลากร มศว ได้ทำงานข้ามสถาบัน สำนัก และคณะตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ชาว มศว ที่อยู่ในส่วนของข้าราชการมีการรับรู้ในเรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมาโดยตลอด มีการทำประชาพิจารณ์ และได้เห็นความพยายามของมหาวิทยาลัยในการที่จะบูรณาการข้าราชการและพนักงานเข้าด้วยกัน ชาว มศว ยอมรับในเงื่อนไขการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ตลอดถึงทางสภาคณาจารย์ก็ได้ทำงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของ มศว จึงไม่มีปัญหาอะไร |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
โดย: งาน: งานบุคลากร อ้างอิงแผนงาน : - อ้างอิงโครงการ : - แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 6 ธันวาคม 2549 14:19 น. |
| Vote | |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อฉัน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| มีประโยชน์ต่อทุกคน | ☆ ☆ ☆ ☆ ☆ |
| |
|