[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ความชะงักงันของกฎหมายครู ใครคือผู้รับผิดชอบ?


โดย แก้วสรร อติโพธิ

ถาม เมื่อร่างกฎหมายระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องตกไปแล้วอย่างนี้ กระบวนการปฏิรูปการศึกษาจะเสียหายไปอย่างไรบ้างครับ

ตอบ ผมว่าหนักหนาทีเดียวนะครับ ทุกวันนี้กฎหมายในส่วนโครงสร้างต่างๆ ผ่านไปหมดแล้วรอแต่กฎหมายตัวนี้มาจัดตัวคนลงบทบาทต่างๆ ให้ครบถ้วนเท่านั้น เมื่อมาแท้งไปเสียแล้วอย่างนี้ ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้

ข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องตกอยู่ในความไม่แน่นอน ต้องทำงานในโครงสร้างงานบุคคลเดิมอย่างไร้ทิศทางต่อไป เหมือนต้องนั่งอยู่ในเครื่องบินที่ไม่ยอมบินขึ้นเสียทีเพราะฝนฟ้าแปรปรวนเลยทีเดียวครับ จะได้บินขึ้นหรือไม่ เมื่อใดก็ไม่มีทางทราบได้เลยจริงๆ ราชการก็น่าจะเรรวนกันไปหมด ต้องรอจนกว่าจะเปิดสมัยประชุมสภาถึงจะเร่งกฎหมายใหม่ออกมาได้

ถาม ร่างกฎหมายนี้ ถ้าตัดเรื่องบัญชีเงินเดือนออกไปแล้ว ก็เหลือส่วนที่ทั้งสองสภาเห็นพ้องต้องกันกับรัฐบาลแล้วทั้งสิ้น รัฐบาลเอามาตราเป็นพระราชกำหนดเลยไม่ได้หรือครับ

ตอบ ผมว่าถ้ารัฐบาลยอมรับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลควรขอเปิดสมัยวิสามัญ แล้วขอทั้งสองสภาพิจารณาสามวาระรวดเลยจะดีกว่าไปหักหาญออกพระราชกำหนดนะครับ

ถาม ความเสียหายอย่างนี้ใครคือผู้รับผิดชอบครับ

ตอบ เราต้องแยกปัญหาในร่างกฎหมายนี้เป็นสองส่วนก่อนครับ คือส่วนที่ว่าด้วยระเบียบบริหารครูส่วนหนึ่ง กับบัญชีเงินเดือนอีกส่วนหนึ่ง

ส่วนบัญชีเงินเดือนนั้นรัฐบาลไม่ได้เสนอมาเพราะต้องการนำไปพิจารณารวมกับข้าราชการส่วนอื่นๆ ซึ่งก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันครับ และเมื่อรัฐบาลไม่ได้เสนอมาใครในสภาก็จะร่างแถมขึ้นมาไม่ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องการเงิน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลลงไปพลาดตรงที่นายกฯไปรับรองร่างของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีบัญชีเงินเดือนแนบท้ายอยู่ด้วย และเมื่อสภาผู้แทนฯมีมติให้รวมร่างทั้งของรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อพิจารณาร่วมกัน รัฐสภาก็เลยมีความชอบธรรมที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาได้ ซึ่งก็ถกเถียงกันเข้มข้นพลิกไปพลิกมาอยู่ตลอดเวลาครับ

ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯบัญชีเงินเดือนนี้ยังอยู่ แต่พอเข้าสภาบัญชีนี้ก็ตกไป ครั้นไปถึงวุฒิสภา ส.ว.เสียงข้างมากก็เติมบัญชีนี้เข้ามาอีก ครั้นส่งร่างที่แก้ไขเพิ่มเติมไปให้สภาผู้แทนฯ ที่ประชุมสภาผู้แทนฯก็ไม่เห็นด้วย ขั้นตอนจึงต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาสองสภา เพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ฝ่ายรัฐบาลก็แพ้อีก ร่างของคณะกรรมาธิการร่วมจึงยังมีบัญชีนี้อยู่ ครั้นร่างคณะกรรมาธิการร่วมนี้เข้าร่วมสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา ผลปรากฏว่าวุฒิสภาเห็นด้วยแต่สภาผู้แทนฯไม่เห็นด้วย

เมื่อหาทางออกร่วมกันที่เห็นพ้องต้องกันทั้งสองสภาไม่ได้อย่างนี้ อำนาจชี้ขาดในที่สุดก็ตกไปอยู่ที่สภาผู้แทนฯเท่านั้นว่าในที่สุดแล้วจะเอาอย่างไร อาจกลับใจมารับให้มีบัญชีเงินเดือนตามร่างของคณะกรรมาธิการร่วมก็ได้ หรือยืนตามร่างของสภาผู้แทนฯที่ไม่มีบัญชีเงินเดือนก็ได้ ซึ่งเสียงข้างมากก็ยืนยันเลือกเอาร่างของสภาผู้แทนฯไปในบั้นปลายแล้วส่งร่างนี้ให้ท่านนายกฯ นำขึ้นกราบบังคมทูล และทรงพระราชทานคืนกลับมาให้รัฐสภาทบทวนอีกครั้ง แล้วรัฐสภาไม่มีมติยืนยันจนตกไปทั้งร่างในที่สุด

ถาม ส่วนที่ทรงท้วงติงนั้นคือปัญหาที่ว่าควรมีหรือไม่ควรมีบัญชีเงินเดือนในกฎหมายครูเช่นนั้นหรือ

ตอบ ไม่ใช่ครับ ส่วนที่ทรงใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญท้วงติงมา คือส่วนที่สองอันเป็นส่วนเนื้อความของระเบียบข้าราชการครูโดยตรงครับ ซึ่งรัฐสภาก็ยอมรับแล้วว่าผิดพลาดจริงๆ จึงไม่มีมติยืนยันดังที่เป็นข่าว

ถาม ผิดพลาดอย่างไรครับ

ตอบ ที่ถึงขั้นทำให้เป็นกฎหมายพิการใช้งานไม่ได้นั้นก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องถ้อยคำไม่รัดกุมถูกต้อง คลาดเคลื่อน ไม่อ้างอิงถึงกันให้ชัดเจน รวมทั้งหมดเป็น 13 ปัญหา กระจายไปทั่วร่างกฎหมายให้ต้องแก้ไขไรวม 40 จุดครับ

ถาม ที่ว่าถึงขั้นเป็นกฎหมายพิการนั้นเป็นอย่างไรครับ

ตอบ ที่หนัก ก็คือตกหล่นไม่บัญญัติว่าใครเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งศึกษานิเทศก์และผู้อำนวยการโรงเรียนครับ อำนาจนี้ควรต้องเป็นของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา แต่มาตรา 53(3) กลับให้อำนาจ ผอ.เขตไว้เพียงอำนาจแต่งตั้งรอง ผอ.โรงเรียนเท่านั้น ขืนนำกฎหมายนี้ออกมาใช้เมื่อใด แล้วหาอำนาจแต่งตั้ง ผอ.โรงเรียนไม่ได้ ก็ป่วนกันทั่วประเทศเท่านั้นครับ

อีกเรื่องก็เป็นเรื่องขั้นตอนการลงโทษทางวินัย ที่อ้างเลขมาตราผิดพลาด สอบวินัยตามมาตรา 99 เสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการลงโทษต่อไปตามมาตรา 100 แต่กลับไปเขียนว่าให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 98 ซึ่งเป็นเรื่องสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น บัญญัติไว้อย่างนี้ ขั้นตอนการใช้อำนาจก็ไปไหนไม่ได้ จนใช้กฎหมายควบคุมวินัยครูไม่ได้เลย เอาแค่สองปัญหานี้ก็ชัดเจนแล้วครับว่าเป็นร่างกฎหมายที่พิการใช้งานไม่ได้ การที่รัฐสภามีมติไม่ขอยืนยัน ก็เป็นการสมควรแล้วครับ

ถาม เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบครับ

ตอบ อำนาจนิติบัญญัตินั้นแม้องค์พระมหากษัตริย์จะทรงใช้ผ่านรัฐสภา ทำให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดโดยตรงก็จริงอยู่ แต่ถ้าถามว่าใครคือผู้รับผิดชอบก็ต้องดูกันทั้ง ''กระบวนการนิติบัญญัติ'' เลยทีเดียวครับ ทั้งขั้นตอนเสนอร่างกฎหมาย ขั้นตอนพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภา และขั้นตอนทบทวนท้วงติงโดยพระราชอำนาจ

ปัญหาครั้งนี้เราได้ขั้นตอนสุดท้ายมาช่วยท้วงติงไว้ จึงป้องกันความผิดในการใช้อำนาจนิติบัญญัติไว้ได้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่ทั้งขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายและพิจารณาร่างกฎหมายครับ

ถาม อ้าว..ความผิดพลาดครั้งนี้เกิดตั้งแต่ขั้นเสนอร่างกฎหมายเลยหรือครับ ถ้าเช่นนี้รัฐบาลก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยสิครับ

ตอบ ถูกต้องครับ ..ข้อผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตัวร่างกฎหมายส่วนที่ว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูนั้นมีปรากฏอยู่ตั้งแต่ในชั้นผ่านคณะรัฐมนตรีเป็นร่างกฎหมายเสนอสู่รัฐสภาแล้วครับ ทั้ง 13 ปัญหาและ 40 ตำแหน่ง ล้วนมีอยู่ปรากฏอยู่ตั้งแต่ชั้นเสนอเข้าสภาแล้ว

รัฐบาลต้องยอมรับผิดตรงนี้ด้วยครับ

จะไปอ้างไปอธิบายเอาช่วงท้ายกระบวนการว่า ต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลเพราะไม่มีทางเลือกตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ครับ นั่นมั่นช่วงท้าย แต่ช่วงต้นที่ตนทำผิดนี่ ไม่ยอมพูดถึงเลยไม่ได้ครับ ต้องยอมรับผิดและเร่งแก้ไขปรับปรุงหน่วยงานกฎหมายของฝ่ายบริหารให้เข้มแข็งขึ้นโดยด่วนที่สุดครับ

ผมสงสารลูกศิษย์ลูกหาหรือน้องๆ นักกฎหมายที่สำนักงานกฤษฎีกามาก สมองไหลไปหาเงินเดือนสูงของศาลปกครองและศาลยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา งานก็ล้นมือไม่มีวันหยุด ตรงนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน จะทำหน้าตายอธิบายว่าเป็นความผิดของสภาเท่านั้นไม่ได้ เลือกพูดเลือกอธิบายอย่างนี้ ผมนับถือไม่ถนัดเลยจริงๆ

ถาม แล้วในชั้นสภาผู้แทนฯนี่ ทำไมไม่สามารถค้นพบข้อบกพร่องแล้วแก้ไขให้ถูกต้องล่ะครับ 

ตอบ ท่านไปทุ่มเทโต้แย้งกันเรื่องจะให้มีบัญชีเงินเดือนอยู่ในร่างกฎหมายหรือไม่เท่านั้นครับ ส่วนอื่นจึงไม่ได้อยู่รับการตรวจสอบเลย เมื่อผ่านสภาผู้แทนฯแล้วข้อบกพร่องนี้จึงยังปรากฏอยู่โดยครบถ้วน จนมาถึงวุฒิสภา ส.ว.จึงสามารถค้นพบแก้ไขส่วนที่ทำให้กฎหมายพิการได้หมดทุกข้อ ส่วนปัญหาถ้อยคำบกพร่องนั้นก็ถูกแก้ไปได้ 7 จาก 9 ปัญหาครับ

ถาม ในชั้นคณะกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างไรครับ

ตอบ ในชั้นนั้นทั้งท่านรัฐมนตรีสิริกรและฝ่ายพรรคการเมืองทั้งหมด ก็ได้ทราบและเห็นด้วยกับวุฒิสภาแล้วครับว่า มีข้อบกพร่องเหล่านี้และวุฒิสภาได้แก้ไขให้แล้ว ประเด็นที่ถกเถียงกันจึงอยู่ที่ปัญหาการมีบัญชีเงินเดือนเท่านั้น ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็แพ้เสียงฝ่าย ส.ว. กับประชาธิปัตย์ไปในที่สุด

เรื่องก็มาถึงชั้นสภาผู้แทนฯพิจารณาร่างของคณะกรรมาธิการร่วมครับ ตรงนี้ฝ่ายรัฐบาลเขาก็ต้องมุ่งยืนยันไม่เอาบัญชีเงินเดือนเป็นธรรมดา แม้ฝ่ายค้านจะท้วงว่าร่างของคณะกรรมาธิการร่วมมีข้อดี ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ไว้ ต้องรักษาร่างนี้ไว้ ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ยอมและลงมติไม่เห็นด้วยไปในที่สุด

ถาม ใครเป็นคนตัดสินใจอย่างนั้นครับ

ตอบ คนตัดสินใจคือวิปรัฐบาลร่วมกับรัฐมนตรีผู้มีอำนาจครับ ผมไม่ทราบชัดเจนด้วยตนเองว่าพวกท่านเหล่านั้นท่านรู้กันแจ่มชัดลึกซึ้งพอหรือไม่ว่าร่างกฎหมายนี้มีปัญหา ถ้ารู้แล้วยังตัดสินใจดั้นด้นไปข้างหน้า คิดจะดันกฎหมายอันบกพร่องไปก่อนแล้วเสนอกฎหมายแก้ตามหลังทีหลัง ถ้าเป็นอย่างนี้จริงดังเช่นที่ท่านอาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ส.ส.ประชาธิปัตย์ ท่านกล่าวอ้างยืนยันไว้ กรณีก็จะเป็นที่ชัดเจนในที่สุดล่ะครับว่า ในส่วนขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภานั้น ใครคือตัวการผู้ชี้นำให้ผ่านร่างกฎหมายที่บกพร่อง ส่งให้ท่านนายกฯนำขึ้นกราบบังคมทูล

ถาม ถ้าอาจารย์เป็นฝ่ายรัฐบาล อาจารย์จะทำอย่างไรครับ ยอมตามคณะกรรมาธิการร่วมก็เสียหลักการเรื่องบัญชีเงินเดือน ถ้าไม่ยอมก็ลงเอยได้เป็นร่างกฎหมายที่บกพร่องอย่างนี้

ตอบ ผมจะยอมรับว่าเป็นความบกพร่องทางกฎหมายของผมก่อน ทั้งการเสนอร่างกฎหมายที่บกพร่องมาตั้งแต่แรก และความผิดหลงที่ไปลงนามรับรองร่างกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีบัญชีเงินเดือนแนบท้ายอยู่ด้วย 

ปัญหาทั้งหมดเริ่มจากความผิดพลาดในส่วนของผมตั้งแต่ขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาทั้งสิ้นเลยทีเดียว ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าผมเป็นฝ่ายรัฐบาล ผมว่าผมควรรับผิดชอบโดยยึดเอาร่างกฎหมายที่สมบูรณ์ถูกต้องเป็นเกณฑ์ชี้ขาดก่อนครับ ซึ่งก็คือต้องถือตามร่างของคณะกรรมาธิการร่วมนั่นเอง จากนั้นก็เร่งตรากฎหมายยกเลิกบัญชีเงินเดือนในท้ายกฎหมายนี้ไปพลางก่อนแล้วเร่งเสนอโครงสร้างเงินเดือนครูในกรอบรวมมาทดแทนโดยเร็ว ถ้าจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนดก็ต้องทำ

ปัญหาและทางเลือกเช่นนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ว่า วิปรัฐบาลและรัฐมนตรีผู้มีอำนาจได้ตระหนักและนำขึ้นปรึกษาท่านนายกฯหรือไม่ หรือท่านในทำเนียบได้ทราบกันภายหลัง หลังจากผ่านเป็นร่างกฎหมายที่บกพร่องของรัฐสภาแล้ว

ถาม สรุปว่ามีใครควรจะลาออกไหมครับ

ตอบ ผมว่าผมชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ ไว้ชัดเจนแล้วครับ ใครควรจะปรับปรุงตัวหรือระบบการทำงานอย่างไรก็น่าจะรู้ดี คิดออกได้ทุกฝ่าย ส่วนใครควรรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นเรื่องของสปิริตหรือวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นที่ชัดเจนว่ายังมิได้ฝังรากลงในสังคมไทยของเราเลย

บ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่ต้องมีใครมาชี้กันหรอกครับ 





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานนโยบายและแผน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: มติชนรายวัน ฉบับที่ 9397 [หน้าที่ 6 ] ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2546

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง