[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ข่าวการศึกษา : นร. 4.5 ล้านคนรับชะตากรรมหลัง ร.ร.กว่า 2 หมื่นโรงตกมาตรฐาน

        สมศ.เผย ยอดโรงเรียนตกมาตรฐานกว่า 2 หมื่นโรง อ้างเพราะครูไม่ครบตามเกณฑ์ ส่งผลให้นักเรียนด้อยคุณภาพ ด้านเลขา สพฐ.ไม่แปลกใจ ย้ำเคยรายงาน รมว.ศธ.ไปแล้วว่าขาดครูกว่า 1 แสนคน พร้อมเสนอให้ สมศ.ปรับเกณฑ์แบบยืดหยุ่นโรงเรียนเมือง กับโรงเรียนห่างไกล ไม่ใช่ใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ
     
      ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.ได้สรุปการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาในทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับท้องถิ่น กองพุทธศาสนา ตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนสาธิตฯ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบแรก พ.ศ.2544-2548 จำนวน 30,010 โรง โดยทำต่อจากเดิมที่สำรวจไปแล้ว 17,000 โรงทั่วประเทศ
     
      พบว่า มีโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานปรากฏอีก 10,000 กว่าโรง รวมกับของเก่าที่เข้าขั้นวิกฤต 10,000 โรง รวมเป็นขณะนี้มีโรงเรียนที่ต่ำว่าคุณภาพที่ทาง สทศ.ตั้งไว้ถึง 20,000 โรง คิดเป็น 2 ใน 3 ของโรงเรียนทั้งประเทศ และจำนวนนักเรียนที่ตกอยู่ในวังวนด้อยคุณภาพนี้ถึง 4.5 ล้านคน
     
      สำหรับโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานส่วนมากจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 300 คน ซึ่งอยู่ห่างไกลและถูกทอดทิ้ง บางแห่งแม้อยู่ใกล้ตัวเมืองใหญ่ แต่พบว่าคุณภาพต่ำสุดก็มี เช่น ที่ จ.นครปฐม และที่น่าตกใจโรงเรียน 10,000 โรง ที่เคยตรวจพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ ยังไม่ได้มีการพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น
     
      ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง กล่าวต่อว่า นับต่อจากนี้จะมีโครงการให้ออกซิเจนกับกลุ่มโรงเรียนเก่าที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานขั้นต่ำหรือเข้าขั้น I.C.U.จำนวน 10,000 โรง รวมไปถึงอีก 10,000 กว่าโรงที่พบใหม่ด้วย โดยจะทำโครงการพัฒนามาตรฐานให้กับโรงเรียนเหล่านี้ ตั้งเป้างบประมาณไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ใช้ระยะเวลา 4 ปี ทาง สมศ. รับอาสาจะหาเงิน 3 ใน 4 ให้ ส่วนอีก 1 ส่วนจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นผู้รับผิดชอบ
     
      ส่วนวิธีดำเนินการจะเน้นการพัฒนาควบคู่ไปกับการประเมินผลในรอบเดิมให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดก่อน จึงค่อยเริ่มประเมินคุณภาพโรงเรียนรอบ 2 ประมาณ 7,000 โรง ในช่วงเดือน ต.ค.2549-2553
     
      ทั้งนี้ จะมีการเสนอให้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่เป็นลักษณะขององค์กรมหาชนขึ้นมา 2 องค์กร โดยทำหน้าที่แตกต่างกันไป องค์กรแรกจะทำหน้าที่รับผิดชอบในการทำให้โรงเรียนพัฒนาศักยภาพไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกองค์กรหนึ่งจะทำหน้าที่ในการจัดสรรเงินกองทุนให้เป็นแบบมาตรฐาน คือ ถ้ามีการเสนอโครงการไปก็สามารถที่จะจัดสรรเงินให้ได้เลย โดยไม่ต้องติดระบบข้าราชการที่อาจทำให้งานชะงัก ไม่ทันกิน
     
      “ผลการประเมินคุณภาพโรงเรียนจะเชื่อมโยงกับผลการทดสอบ O-NET และ A-NET ด้วย เพราะว่าเป็นเรื่องของเหตุผลที่ว่าโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานถึง 2 ใน 3 ค่าเฉลี่ยผลสอบที่ออกมาเลยตกแบบประทับใจ คือ ตกมันหมดทุกวิชา เพราะฉะนั้น อยากฝากไปถึงนักเรียนด้วยว่าอยากให้ทำข้อสอบ O-NET เต็มที่ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สามารถออกกฎนี้ได้ แต่คงต้องรอรัฐบาลหน้ามาเป็นผู้ทำเพื่อที่ทาง สมศ.จะได้ตรวจสอบคุณภาพของนักเรียนแบบได้มาตรฐานชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง”
     
      อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจครั้งล่าสุด มีข้อดีที่ว่าทางชุมชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ตนเองมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นต้องเร่งให้มีการถ่ายโอน แต่อยากให้ทาง อปท.ใช้เงินแผ่นดินที่ได้รับจัดสรร 35% มาใช้ในการศึกษาให้มากขึ้น โดยร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่ (สพท.) ในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ และการถ่ายโอนก็จะไม่ใช่ประเด็นยืดเยื้อกันอีกต่อไป
     
      ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นต่ำ ก็คือ ขาดอิสระและความคล่องตัวในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาผู้เรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาตามหลักสูตรต่ำ ขาดแคลนครูทั้งปริมาณและคุณภาพ ทาง สมศ.จึงแนะนำว่าให้โรงเรียนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 8,000 โรง ได้รับการรับรองเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 35 พ.ร.บ.บริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
     
      ด้านนางพรนิภา ลิมปพยอม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ไม่รู้สึกแปลกใจที่ สมศ.ระบุโรงเรียนไม่ผ่านการประเมินกว่า 2 หมื่นโรง ซึ่งเรื่องนี้รู้มานานแล้วและเคยรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปว่า หากใช้การประเมินตามเกณฑ์ของ สมศ.แค่เรื่องสัดส่วนครู โรงเรียนขนาดเล็กก็ตกมาตรฐาน
      เพราะอย่างนี้โรงเรียนแห่งหนึ่งจะต้องมีครู 7 คน ชั้นละคน และครูใหญ่ 1 คน ถ้าหากใช้เกณฑ์ของ สมศ.จะขาดครูกว่า 1 แสนคน ซึ่งสพฐ.เคยขออัตราเกษียณคืนแต่วันนี้ยังไม่ได้คืน
     
      “อยากให้ สมศ.ปรับเกณฑ์ในการประเมิน เพราะถ้าใช้เกณฑ์เดียวทั่วประเทศ ก็ตกเกณฑ์ระเนระนาด ควรมีการปรับเกณฑ์หลากหลายระดับ โรงเรียนที่อยู่ในเมือง
      โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ควรแตกต่างกัน นอกจากนี้ อยากให้มีเกณฑ์ยืดหยุ่น ครูที่อยู่ห่างไกลแล้วมีนักเรียนจำนวนไม่มาก อาจใช้เกณฑ์ครู 1 คนต่อนักเรียน 20 คน” นางพรนิภา กล่าวและว่า นอกจากจำนวนครูไม่ตรงตามเกณฑ์ยังมีปัญหาด้านคุณภาพของครูผู้สอนด้วย





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2549 19:16 น.

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง