[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

บทความน่ารู้ : ถอดรหัสความคิดมหาปราชญ์ Da Vinci

                  เมื่อกล่าวถึง ลีโอนาโด ดาวินชี ทุกคนคงจะนึกถึงภาพวาดอันเลื่องชื่อคือ ภาพโมนาลิซ่า และ The Last Supper เป็นต้น ลีโอนาโด ดาวินชีนอกจากจะเป็นศิลปินชั้นเอกแล้ว ยังเป็นนักคิดระดับโลก และเป็นบุคคลที่บรรดานักประวัติศาสตร์ และนักปราชญ์ทั่วโลกยอมรับว่า เป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ดังนั้น การนำเสนอครั้งนี้จะเป็นการก้าวเข้าไปในห้วงความคิดของลีโอนาโด ดาวินชี และดึงเอาแนวคิดและหลักการในการดำรงค์ชีวิตมาวิเคราะห์หาข้อเท็ จจริงว่าเขาทำได้อย่างไรจึงมีความรอบรู้และเฉลียวฉลาดในทุก ๆ ด้าน เหนืออัจฉริยะบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก บทความนี้นำมาจากหนังสือเรื่อง Da vin ci Decoded ประพันธ์โดย Michael Gelb
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงประวัติของลีโอนาโด ดาวินชี อย่างคร่าว ๆ ก่อนว่า เขาใช้ชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 15 ในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน จึงทำให้ไม่ได้รับการศึกษาที่สูงมากนัก การเรียนส่วนใหญ่ได้มาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง และในที่สุด ลีโอนาโด ดาวินชีกลับกลายเป็นบิดาทางด้านกายวิภาคศาสตร์ และเป็นศิลปินที่สามารถวาดภาพได้ทั้งทางแนวศิลปะอันอ่อนช้อย และแนวเครื่องกลอันสลับซับซ้อนที่สามารถนำมาประกอบและใช้ได้จริ งตั้งแต่ 500ปีก่อน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยเลย นอกจากนั้น เขายังเป็นนักประดิษฐ์ และนักเขียนอีกด้วย หลักการและแนวคิดที่เยี่ยมยอดของลีโอนาโด ดาวินชี มีดังต่อไปนี้


                1. ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนช่างสังเกต และมีจิตใจจดจ่อกับการแสวงหาความจริง รู้อะไรต้องรู้ให้ตลอดและถ่องแท้ ทุกแง่ทุกมุม สิ่งเหล่านี้แสดงออกมาทางงานศิลปะของเขา ซึ่งพบว่ามีความละเอียด และประณีตมาก นอกจากนั้นแล้วเขายังชอบที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เสมือนเด็ก ๆ ที่อยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอดเวลา ดาวินชีมักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ๆ ว่า สิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยินเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และเรารู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด และที่เราคิดว่าถูกแล้วนั้นมันจริงแน่แล้วหรือ และคนอื่นคิดเหมือนหรือต่างกับเราอย่างไร การคิดเช่นนี้เป็นการตรวจสอบแนวทางความคิดของตนเอง หรือเพื่อวิเคราะห์ว่าควรเชื่อสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วเขาจะจดบันทึกไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกั บข้อเท็จจริงอื่น ๆ อีกด้วย ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง มีอารมณ์แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา และเขายังสามารถใช้มือทั้งสองข้างได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งแสดงว่าลีโอนาโด ดาวินชีนั้นสามารถใช้สมองได้ทั้งด้านซ้ายและขวาได้อย่างเต็มประ สิทธิภาพ

                  2. ลีโอนาโด ดาวินชี จะรับผิดชอบต่อความคิดและสิ่งที่ตนกระทำเสมอ เนื่องจากเขาเป็นคนที่ไม่หวงความรู้ และชอบถ่ายทอดแนวความคิดของตนเองและความรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น ก่อนจะถ่ายทอดทุกครั้งเขาจะกลั่นกรองและทบทวนสิ่งเหล่านั้น อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนจึงค่อยพูดออกไป และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค เขาไม่คิดท้อถอยหรือยอมแพ้ เช่น เมื่องานศิลปะที่เขารักที่สุดถูกทำลาย หรือเมื่อเขาประสบโรคภัย จนต้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ดาวินชีก็ไม่เคยหยุด ที่จะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเขาเชื่อว่าจิตที่ตั้งมั่นจะเป็นตัวที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่า ง ๆ ในชีวิตได้

                  ดาวินชี เชื่อว่า สิ่งต่าง ๆ จากภายนอก ที่เข้ามากระทบร่างกายนั้น ไม่สามารถกระเทือนจิตใจมนุษย์ได้ หากมนุษย์ไม่ไปปรุงแต่งและกระเทือนจิตใจของตนเสียเอง การมองโลกของดาวินชี ต้องมีสามมิติ สามมุม เมื่อรับรู้อารมณ์หรือความคิดใดก็ตาม ต้องพลิกความคิด พลิกจิตให้มองอีกมุมที่เหลือให้ได้ เพราะการมองด้านเดียว จะทำให้เกิดการยึดติด และคาดหวัง เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง จิตจะไม่ยอมรับ จะเกิดความโศกเศร้า หรือโกรธเกรี้ยว ไม่พอใจ เพราะไม่เป็นอย่างที่หวัง และพร้อมที่จะโทษผู้อื่น หากมองกันให้ลึก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะมันมีอยู่แล้วแต่เดิม เพียงแต่เราไม่ได้มองสิ่งต่าง ๆให้ครบทุกด้าน เท่านั้นเอง

                    3. ดาวินชี มีสติอันแหลมคม และครบถ้วน เนื่องจาก เขาเป็นคนช่างสังเกต และพิจารณาในสิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่ได้ยินอยู่ตลอดเวลา และจดบันทึกเอาไว้ การมองของดาวินชีจะต่างจากคนทั่วไปคือ เวลามองจะตั้งใจมอง และไม่ปรุงแต่ง เขาจะมองและสังเกตทุก ๆ อย่าง เพราะการเลือกมองเฉพาะแต่สิ่งที่ชอบ จะเป็นการมองโดยใช้อารมณ์และความคิดเป็นตัวตัดสิน ไม่ได้ใช้จิตเป็นตัวมอง ทำให้เก็บรายละเอียดได้น้อยลง เพราะขาดสติในการมองนั่นเอง

                    4. ดาวินชี จะยึดหลักแห่งความแตกต่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีลักษณะสองอย่างที่ตรงข้ามกันผสมผ สานกันอยู่ โดยแนวคิดนี้จะสะท้อนออกมาในงานเขียนของเขา เช่น การวาดภาพที่มีสีขาวและสีดำ ภาพโมนาลิซ่าที่มองแล้วเหมือนคนเจ้าเล่ห์หรือคนเมตตาก็ได้ หรือเป็นได้ทั้งชายและหญิง นี้คือดุลยภาพระหว่างพลังหยินและหยาง เมื่อเปรียบกับการปฏิบัติธรรมก็มีหยินและหยางคือ พลังสมาธิเปรียบเหมือนเพศชายเพราะจะหนักแน่น เสมือนเป็นกำลัง และสติเปรียบเหมือนเพศหญิงจะอ่อนนุ่มกว่า แต่ว่องไวกว่า เสมือนเป็นตัวควบคุม ดังนั้น ในการใช้ชีวิตต้องก้าวข้ามให้พ้นกฎเกณฑ์ของโลกที่ว่าด้วย ชายต้องเข้มแข็ง และหญิงต้องนุ่มนวลเข้าไว้ แต่จริง ๆ แล้ว มนุษย์ควรมีทั้งสองอย่าง และปรับใช้ไปตามสถานการณ์ จึงจะเกิดความสมดุลในตัวเอง

                      5. ดาวินชี มองเห็นด้านมืดของตัวเอง มนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่กล้าที่จะมองด้านลบของตนเอง หรือมองเห็นแต่ไม่ยอมรับ เมื่อจิตไม่ยอมรับ จึงไม่มีการมองไม่มีการสำรวจตนเอง เมื่อไม่มองก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็นก็ไม่แก้ ดังนั้น หากจะมองสำรวจตนเอง สิ่งที่ควรจะรู้คือ รู้เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น เช่น อารมณ์โกรธ เกลียด อิจฉาริษยา โศกเศร้า โลภ หรือดีใจ เป็นต้น เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเป็นไปตามสัญชาตญาณเดิม เพราะโดนอารมณ์และความคิดเดิม ๆ พาไป มักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทำแล้วจะเกิดผลอะไร ดังนั้น จึงต้องหมั่นฝึกสติตามให้ทันอารมณ์ จึงจะเห็นตนเองอย่างแท้จริง

                      ดาวินชี กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนผิดพลาดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อพลาดแล้วต้องแก้ไข อย่าคิดว่า ตนนั้นดีแล้ว ถูกแล้ว เพราะจะทำให้มองไม่เห็นด้านมืดของตนเองไป และเมื่อมองไม่เห็น ก็จะควบคุมมันไม่ได้ สติก็ตามไม่ทัน เมื่อนั้นแล้วพฤติกรรมทางลบ ก็จะบังเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น การฝึกสติและสมาธิจะทำให้มองเห็นตนเอง และสามารถป้องกันการทำกรรมชั่วได้

                        6. มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น ผู้ที่ไม่สามารถสื่อกับพลังธรรมชาติได้คือ ผู้ที่ไม่รู้จักความผิดชอบชั่วดี พลังต่าง ๆ จากธรรมชาติ จะมีอยู่ทั่วจักรวาล ดังนั้น หากเรามีจิตใจที่สกปรก ขุ่นมัว มีแต่ความวกวน สับสน จิตจะไม่ว่างพอที่จะไปรับสิ่งเหล่านี้ ทำให้จิตไหลต่ำ ขาดหิริโอตัปปะ ง่ายต่อการทำชั่ว ดังนั้น การฝึกสติสมาธินั้นจะทำให้จิตว่าง สามารถเชื่อมต่อกับสภาวะธรรมชาติได้ และการจะรับพลังจากธรรมชาติอย่างเต็มที่นั้น สมองต้องเจริญเท่า ๆ กันทั้งสองข้าง ฝึกได้โดย ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดมาก ๆ เพื่อกระตุ้นสมองข้างที่ไม่ได้ใช้ เพื่อให้จิตเกิดดุลยภาพ

                        7. ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา รู้จักการให้ และการเสียสละเพื่อคนอื่น ดูได้จากงานเขียนที่เขาสรรค์สร้างขึ้นมา ล้วนเพื่อให้ผู้อื่นได้มีความสุขเมื่อได้เห็น และเขาเชื่อว่า ความเมตตากรุณาสามารถเอาชนะทุกอย่างในโลก





ดูรายละเอียดเพิ่มเติม


โดย:
งาน: งานบุคลากร
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: Dr.Boonchai.com

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 0 ครั้ง